สาระน่ารู้

Zinc สิ่งที่ขาดไม่ได้ สารอาหารที่ร่างกายต้องการ

เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าใน 1 วัน ร่างกายของเราได้รับสารอาหารตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า? แต่ละช่วงวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไร จะน้อย หรือจะมาก เราก็ควรจะดูแลสุขภาพให้ดี หนึ่งในสารอาหารสำคัญสำหรับคนทุกเพศทุกวัยก็คือ ซิงก์ (ธาตุสังกะสี)

ซิงก์เป็นสารอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงาน แต่มีหน้าที่สำคัญในการกำกับควบคุมกระบวนการทำงานของร่างกาย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถพบซิงก์ได้ในเกือบจะทุกเซลล์ของร่างกาย เพราะซิงก์มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่างๆ มากกว่า 300 ชนิด ดังนั้นแล้ว ซิงก์ จึงมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

ร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์สารอาหารชนิดนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทาน แต่อะไรที่มากไป หรือน้อยไปก็มักไม่ดีนัก ถึงแม้ว่าซิงก์จะมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วน เราก็ควรจะเลือกรับในปริมาณที่เหมาะสม และสอดคล้องกับช่วงวัยของเรา เพื่อที่จะให้ร่างกายเกิดความสมดุล

ปริมาณซิงก์ที่เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละช่วงวัย

อายุน้อยกว่า 1 ปี               3 – 5        มิลลิกรัม/วัน
อายุ 1 –10 ปี                   10          มิลลิกรัม/วัน
อายุ 11 ปีขึ้นไป                 15          มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะตั้งครรภ์        20 – 25     มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะให้นมบุตร     25 – 30     มิลลิกรัม/วัน

“ซิงก์” แร่ธาตุสารพัดประโยชน์
ซิงก์ไม่ได้แค่ป้องกันโรคใดโรคหนึ่ง หรือเป็นประโยชน์ต่อเพียงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ประโยชน์ของซิงก์นั้นมีหลากหลาย ต่อคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง หรือผู้ชาย นอกเหนือจากการช่วยป้องกันโรค ยังช่วยเสริมในเรื่องของความงามอีกด้วย

ประโยชน์ในเด็ก
-กระตุ้นการเจริญเติบโต ในช่วงทารก จนถึงช่วงวัยรุ่น

ประโยชน์ในเพศชาย
-รักษา และป้องกันการเป็นหมัน
-ป้องกันต่อมลูกหมากโต ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

ประโยชน์ในเพศหญิง
-ป้องกันมะเร็งเต้านม
-ช่วยป้องกันปัญหาระดูผิดปกติ บรรเทาอาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูกก่อนมีประจำเดือน

ประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย
-เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกาย: ลดระยะเวลาการเจ็บป่วย และบรรเทาอาการหวัด ทั้งยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
-กระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว
-มีความจำเป็นต่อการสร้าง DNA
-ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวหนัง ที่เกิดจากผิวไหม้แดด แผลพุพอง และโรคเหงือกบางชนิด
-รักษาสิว
-บำรุงสุขภาพเส้นผม ลดทุกปัญหาของเส้นผม รวมถึงผมหงอกก่อนวัยอันควร
-ปกป้องระบบประสาท

อาหารชนิดใด ที่ให้ซิงก์กับร่างกาย?
ซิงก์มีประโยชน์มากมาย แต่อาหารชนิดไหนที่จะเป็นแหล่งสารอาหารที่เรียกว่า “ซิงก์” กันล่ะ
- อาหารกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ นม เนย ปู กุ้ง ไข่
หอยนางรม
พืชผัก เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดพืช วุ้นเส้นไม่ฟอกขาว งา มันฝรั่ง ผักใบเขียวต่างๆ
ผลไม้ เช่น มะม่วง สับปะรด แอปเปิ้ล

จะเกิดอะไรหากร่างกายไม่ได้รับซิงก์ในปริมาณที่เหมาะสม?
ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าซิงก์เป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะพอดี แล้วถ้าหากร่างกายได้รับซิงก์ในปริมาณที่มากไป หรือน้อยไปล่ะ จะส่งผลกระทบอย่างไร?
กรณีที่ได้รับซิงก์มากเกินไป
-มากเกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน: ส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด
-มากเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน: เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ เกร็งบริเวณกล้ามเนื้อท้อง และเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร
-มากเกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน: หากเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน สังกะสีจะเข้าไปลดการดูดซึมทองแดงและธาตุเหล็ก ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง

กรณีที่ได้รับซิงก์น้อยเกินไป
ร่างกายจะแสดงออกมาด้วยอาการทางผิวหนัง นั่นคือ
-ขนตามร่างกายร่วง ผิวหนังเป็นรอยเขียวฟกช้ำได้ง่าย
-แผลเรื้อรังไม่ยอมหายสักที มีการอักเสบระคายเคืองที่ผิวหนัง
-ผิวแห้งลอกไม่มีความชุ่มชื้น ผิวหยาบกร้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อพับ
-ประสาทการรับรสเริ่มด้อยประสิทธิภาพ
-แผลหายช้า
-สำหรับหญิงที่ให้นมบุตร การขาดธาตุสังกะสีจะส่งผลไปถึงการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของลูกน้อย
รู้กันอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมเลือกทานสิ่งดีๆ อาหารที่มีประโยชน์ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี การรับสิ่งดีๆ เพื่อร่างกายของเราเอง ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ


อะเซโรล่า เชอร์รี่ แหล่งวิตามินซีที่ร่างกายขาดไม่ได้

อะเซโรล่า เชอร์รี่ คือ...
ผลไม้เมืองร้อนที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณ กรดแอสคอร์บิก หรือวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง และมีไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างสดใส ให้ผิวขาวใส อมชมพู และช่วยส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงร่างกายโดยรวม ป้องกันหวัด หรือรับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย ป้องกันหวัด

อะเซโรล่า เชอร์รี่ มีความโดดเด่นในเรื่องของวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีปริมาณมาก โดยให้ปริมาณวิตามินซีสูงกว่าส้ม 30-80 เท่า และมีสารอาหารอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ, รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ปลูกมากแถบแคริบเบียน, อเมริกากลาง และลุ่มแม่น้ำอะเมซอน และบราซิล

วิตามินซีจากธรรมชาติ ต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์อย่างไร
1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นนอกเหนือวิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติไม่ทำลายสารเคลือบฟัน
4. วิตามินซีธรรมชาติไม่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร

นึกถึงวิตามินซีธรรมชาติ...นึกถึง อะเซโรล่า เชอร์รี่
อะเซโรลา เชอร์รีสด 1 ผล (100 กรัม) จะมีวิตามินซี ประมาณ 1.5 กรัม ถึงประมาณ 3.5 กรัม
น้ำอะเซโรลา เชอร์รีคั้นสด 180 มิลลิลิตร มีปริมาณวิตามินซีเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้นสด 14 ลิตร
วิตามินซีจากผลอะเซโรลา เชอร์รี สามารถดูดซึมผ่านลำไส้เล็กได้เร็วกว่าวิตามินซี สังเคราะห์ถึง 1.63 เท่า เนื่องมาจากไฟโตนิวเทรียนท์ในผลอะเซโรลา เชอร์รี เช่น
ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยเพิ่ม
การดูดซึมวิตามินซี

ความแตกต่างของวิตามินซีในอะเซโรล่า เชอร์รี่
จากการศึกษาพบว่า สารสกัดจากผลอะเซโรล่า เชอร์รีทั้งในรูปสกัดจากผลสดและน้ำคั้นมีค่า Oxygen Radical Absorbance Capacity (ORAC) หรือเกณฑ์วัดประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระ
สูงมากกว่าสตรอเบอร์รีและผักโขม ซึ่งทำให้ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า

อะเซโรล่า เชอร์รี่ ยังช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรต และการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ซึ่งดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน และอาจถูกพัฒนาไปเป็นสารสกัดโพลีฟีนอลจากผลอะเซโรลา เชอร์รี่ เพื่อนำมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับมนุษย์ในอนาคต

อะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์แก่สุขภาพในปริมาณสูง ใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารมาเป็นเวลานาน จึงมีความปลอดภัยสูง แม้รับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว หรืออวัยวะต่าง ๆ

ด้วยความเข้มข้นของวิตามินซี ที่มากกว่าผลส้ม 30-80 เท่า ความปลอดภัยจากวิตามินซีธรรมชาติ และประโยชน์ที่แตกต่าง มากกว่าแค่วิตามินซี ทำให้วิตามินซีธรรมชาติจากอะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นทางเลือกใหม่มาแรง ในการดูแลผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น เนียนใส พร้อมเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันหวัด และต้านอนุมูลอิสระ


วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

เป็นที่ยอมรับและทราบกันในวงกว้างว่า “วิตามิน C” เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เราแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

- เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ช่วยส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ส่งเสริมการทำงานของสารแอนติบอดี้ในร่างกาย เพื่อตรวจจับและทำลายเชื้อโรคต่างๆ
- ปกป้องอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ทำร้ายเซลล์หรือก่อให้เกิดโรค
- ช่วยให้อาการของหวัดหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาลง
- สร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวหนังชั้นใน (Dermis) ของร่างกายมีเซลล์ที่เรียกว่า Fibroblast อยู่ เซลล์นี้จะทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับขึ้น
- จะช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้เพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน
- ปกป้องอนุมูลอิสระจากรังสี UV จากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่เร่งการผลิตอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวดำให้เร็วขึ้น ทำให้ผิวเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า วิตามินซีจะเป็นสารอาหารในลำดับต้น ๆ ที่เข้าปกป้องผิว และทำลายอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นโดย รังสี UV

ซึ่งวิตามินซีในท้องตลาด มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือวิตามินซีธรรมชาติ และวิตามินซีสังเคราะห์ การที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มที่ ควรรับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์ดังนี้

1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่วิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติ จะไม่ทำลายสารเคลือบฟัน ไม่กัดฟัน ไม่ทำให้ฟันผุง่าย
4. วิตามินซีธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
5. วิตามินซีธรรมชาติมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างโปรตีนคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย เพิ่มภูมิคุ้มกันลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดต้านทานอาการภูมิแพ้ อักเสบ ติดเชื้อ บรรเทาความดันโลหิตสูงและต้อกระจกได้

บุคคลใดบ้างที่ควรได้รับวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป?
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่สัมผัสควันจากบุหรี่เป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ
- ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ
- ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรังเช่น มะเร็ง หรือเอดส์

ทั้งนี้ การทานอาหารเสริม ควรทานคู่ไปกับสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ


“Procapil-N” สารลับที่ต่างประเทศให้การยอมรับ เพื่อช่วยให้ผมหนา

ในทุกวันนี้มีหลายๆ คนต้องทนกับอาการผมบาง ผมร่วง จากโรคผมบาง และมักมองหาทางแก้ปัญหา ที่ล้วนไม่ตรงจุด, ค่าใช้จ่ายสูง, หรือแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว แถมยังเสียเวลา และความมั่นใจไปมากขึ้นทุกวัน

รู้มั้ยว่าสาเหตุของโรคผมบางกว่า 80% มาจากฮอร์โมน และกรรมพันธุ์ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่านักวิจัยได้ยอมรับแล้วว่า โรคผมบาง เป็นอาการที่สามารถรักษาให้หายได้

ในประเทศฝรั่งเศส ได้มีการคิดค้นตัวยาเพื่อรักษาโรคผมบางโดยเฉพาะ ที่ชื่อว่า Procapil-N และได้รับการยอมรับทางการแพทย์ในประเทศต่างๆ หลายประเทศ โดยตัวยา Procapil-N นี้ ประกอบไปด้วยสารสำคัญ 3 ชนิด ที่ทำหน้าที่หลากหลายเพื่อผมหนา ได้แก่

สารสำคัญใน Procapil-N
1. กรดโอลิเอโนลิก (Oleanolic Acid)
2. ไบโอทินิล จีเอชเค (Biotinyl-GHK)
3. อะพิจินิน (Apigenin)

ทำไมต้อง Procapil-N?
1. Procapil-N คิดค้นในประเทศฝรั่งเศส ได้รับการยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและได้ผลจริง
2. Procapil-N ได้มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมีจึงไม่ระคายเคืองหนังศีรษะ เหมาะกับคนทุกสภาพผิวหนัง
3. กรดโอลิเอโนลิก ที่อยู่ใน Procapil-N มีหน้าที่ลด ​Dehydrotestosterone (DHT) และน้ำมันส่วนเกินบนหนังศีรษะ ที่เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งเป็นตัวสารตั้งต้นที่จะให้เกิด DHT ที่จะทำให้ผมหลุดร่วงง่าย และงอกใหม่ยาก
4. ไบโอทินิล จีเอชเค จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนดี สารอาหารก็ไปเลี้ยงเส้นผมได้ดีขึ้น
5. ส่วนอะพิจินิน เป็นโปรตีนที่เป็นช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างเส้นผมใหม่

เพราะฉะนั้น หากคุณกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ รวมทั้งอยากให้เส้นผมอยู่กับคุณไปนานๆ Procapil-N ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ฉลาด และตรงจุด เพราะสามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมได้ครอบคลุม และช่วยให้ผมแข็งแรง ร่วงน้อยลง งอกใหม่มากขึ้น หมดปัญญา

รู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนมี Procapil-N บ้าง?
1. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Procapil-N เป็นตัวยาหลัก มักจะเขียนไว้หน้ากล่องอยู่แล้ว เช่น “With Patent French PROCAPIL-N Innovation”
2. สังเกตดูที่ส่วนผสมที่ฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ มองหา Procapil-N หรือ ดูว่ามีสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดใน Procapil-N ครบหรือไม่ ได้แก่ กรดโอลิเอโนลิก (Oleanolic Acid), ไบโอทินิล จีเอชเค (Biotinyl-GHK), อะพิจินิน (Apigenin)
3. ควรซื้อจากแหล่งที่ได้มาตรฐานเชื่อถือได้ หรือถามเภสัชกรเพื่อความมั่นใจก่อนซื้อ


วิธีเอาชนะผมร่วง

อาการผมร่วง ผมบาง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง อาจมีสาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ทำร้ายสุขภาพผมและหนังศีรษะ เช่น การใช้สารเคมีมากเกินไป การใช้ยาบางประเภทที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง อาการผมร่วง ผมบางสามารถสังเกตได้จากการหวีผม หรือสระผม จะมีเส้นผมหลุดร่วงออกมาเป็นจำนวนมากผิดปกติ หรือในบางรายผมอาจจะหลุดร่วงออกเป็นหย่อมๆ เลยทีเดียว
โดยปกติแล้วผมของคนเรามีประมาณ 90,000-140,000 เส้น และมีอายุเฉลี่ย 2-6 ปี ในแต่ละวันเส้นผมจะมีการหยุดการเจริญเติบโตและหลุดร่วง วันละไม่เกิน 100 เส้น หรือประมาณ 10-15% ของเส้นผมทั้งหมด ซึ่งในกรณีที่อาการผมร่วง ผมบางที่ไม่ร้ายแรงก็สามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง

วิธีลดผมร่วง
1. การรับประทานอาหาร
เลือกรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีเป็นส่วนประกอบ เพราะเส้นผมจะได้รับสารอาหารจากการไหลเวียนของเลือดใต้หนังศีรษะ เช่น อาหารทะเล ผักใบเขียว ซึ่งจะทำให้เส้นผมเติบโตได้ดีและสุขภาพดี การรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ที่ช่วยให้เส้นผมมีความชุ่มชื่น  

2. ใช้สมุนไพรธรรมชาติ

สมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถช่วยรักษาอาการผมร่วง และผมบางได้ เช่น การหมักผมด้วยน้ำมะกรูด ใบทองพันช่าง ดอกอัญชัน และว่านหางจระเข้คั้นสด จะช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้นและลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ นอกจากนี้ดอกอัญชัน และว่านหางจระเข้ยังช่วยให้เส้นผมดูดกดำมากขึ้นอีกด้วย   

3. การดูแลรักษาความสะอาดเส้นผม

หากแชมพูที่ใช้อยู่ทำให้เกิดอาการผมร่วง ผมบางอย่างต่อเนื่อง ลองเปลี่ยนเป็นแชมพูสูตรที่ช่วยเรื่องผมร่วง ผมบางโดยเฉพาะ หรือแชมพูสมุนไพร และอาจเพิ่มการนวดศีรษะระหว่างสระผมเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดใต้หนังศีรษะ ช่วยเพิ่มออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเส้นผมได้มากขึ้น

4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

พฤติกรรมบางอย่างอาจส่งผลให้เกิดอาการผมร่วง ผมบางโดยที่คุณไม่รู้ตัว เช่น การมัดผมแน่นจนเกินไป ความเครียด หรือการสระผมด้วยน้ำอุ่น บางรายอาจมีการใช้สารเคมีหรือความร้อนกับผมเป็นประจำ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอาการผมร่วง ผมบางโดยตรง เช่น การทำสีผม การดัดผม เป็นต้น

5. ใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่รักษาอาการผมร่วง ผมบางให้เลือกมากมาย ทั้งชนิดยาทาน และยาใช้ภายนอก ในส่วนของยาทานนั้น มักจะมีผลข้างเคียงของการใช้ยา เช่น ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ขนในส่วนอื่นเพิ่มขึ้น ปัสสาวะขัด ปวดศีรษะ เพราะเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ชนิดใช้ทาภายนอก บริเวณที่มีอาการผมร่วง โดยเฉพาะรูปแบบโฟม จึงได้รับความนิยมมากกว่าในการรักษาผมบาง ซึ่งให้ผลเทียบเท่ากับยารับประทาน และยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ Restiv เป็นโฟมที่ช่วยแก้ไขปัญหาผมบางโดยเฉพาะ มาในรูปแบบโฟมนุ่ม ใช้ง่าย ทาบริเวณหนังศีรษะที่มีปัญหา วันละครั้งหลังสระผม ด้วยส่วนผสมของสาร Procapil-N สกัดจากธรรมชาติ แก้ปัญหาได้ตรงจุด ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นผมใหม่ด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเส้นผม และเพิ่มการไหลเวียนเลือด ให้สารอาหารไปเลี้ยงเส้นผมได้ดีขึ้น

อาการผมร่วง ผมบางสามารถรักษาให้หายได้ โดยการรักษาด้วยวิธีตามธรรมชาติ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพผมและหนังศีรษะ หากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวช่วยในการรักษา ก็ควรศึกษาส่วนประกอบ และผลข้างเคียงที่มาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้ถ้วนถี่ เพราะแทนที่จะช่วยรักษาอาการผมร่วง ผมบาง แต่อาจกลับได้โรคอื่นมาแทน


ไม่อ่านแล้วจะเสียใจ เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน

การวางแผนชีวิตและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ และในปัจจุบันก็มีหลากหลายทางเลือกที่ช่วยให้ชีวิตของคุณเป็นไปตามแผนได้อย่างสะดวกมากขึ้น ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็น หนึ่งในตัวช่วยนั้น แม้กระทั่งเมื่อมีเหตุให้ชีวิตของคุณต้องผิดแผน ก็ยังมีตัวช่วยที่คอยกู้สถานการณ์ฉุกเฉินอย่าง “ยาคุมฉุกเฉิน”

ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับตัวยา และวิธีใช้อยู่มาก จากการไม่ได้รับข้อมูลเชิงปฏิบัติ ทำให้หลายคนมักจะใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องจนไม่ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากยา ควรรีบทำความเข้าใจยาตัวนี้ให้ดี เพราะเรื่องฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน
- ยาคุมฉุกเฉิน เป็นประเภทหนึ่งของยาเม็ดคุมกำเนิด
- ยาคุมฉุกเฉิน แตกต่างจากยาคุมปกติ และไม่สามารถใช้แทนยาคุมปกติได้ เพราะมีปริมาณฮอร์โมนสูงกว่ามาก ไว้สำหรับใช้หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันด้วยการคุมกำเนิดแบบอื่นเท่านั้น
- ยาคุมฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาทำแท้ง เพราะใช้ได้ภายใน 3 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันเท่านั้น
- สามารถใช้ยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 2 ครั้งในชีวิต โดยไม่ควรใช้เกิน 2 ครั้งต่อ 1 เดือน
- ยาคุมฉุกเฉิน 1 แผง มีเม็ดยา 2 เม็ด โดยจะทานพร้อมกันเลยก็ได้ หรือจะ ทานแยกกันตามวิธีต่อไปนี้ก็ได้

วิธีใช้ยาคุมฉุกเฉิน
1. วิธีทั่วไปที่นิยมใช้ และเป็นที่แนะนำคือ ทานเม็ดแรกทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
2. หลังจากทานเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ให้ทานเม็ดต่อไป (เม็ดสุดท้าย)
3. สามารถทานยาคุมฉุกเฉินทั้ง 2 เม็ดพร้อมกันได้เลย ทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน สาเหตุที่แนะนำให้ทานทีละเม็ดแบบข้อ 1-2 เพื่อหลีกเลี่ยง หรือบรรเทาอาการข้างเคียงค่ะ
4. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับเวลาของการเริ่มรับประทานยา จึงต้องทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 3 วัน
5. อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกระปริบกระปรอย เจ็บคัดเต้านม อ่อนแรง ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อย ที่พบบ่อยคือ ประจำเดือนคลาดเคลื่อน มาช้ากว่ากำหนด

แม้ว่าการใช้ยาคุมฉุกเฉิน 2 ครั้งต่อเดือน จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ถ้ารู้ตัวว่าต้องคุมกำเนิดบ่อยๆ ควรใช้ยาคุมแบบปกติ (มีแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด) เพื่อการคุมกำเนิดในระยะยาวที่ปลอดภัย ได้ผลดี ไม่ต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ


เลือกยาคุมยังไงให้เข้ากับคุณที่สุด

ไม่ต้องยืนงงในดงยาคุมอีกต่อไป สำหรับยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่เป็นไอเท็มคู่กายของสาวๆ ยุคนี้ ไม่ได้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อย่างเดียว ยาคุมยังมีประโยชน์อีกมากมาย ช่วยให้สาวๆ อย่างเราได้สวยเป๊ะยิ่งขึ้น เช่น ลดสิว, อัพไซส์หน้าอก, ผิวเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี วันนี้ไบโอฟาร์มเอาวิธีการเลือกยาคุมให้เหมาะกับคุณสาวๆ มาฝาก รับรองว่าไปซื้อคราวหน้าคุยกับเภสัชรู้เรื่อง เลือกยาคุมได้ตรงตามความต้องการเลยค่ะ

ยาคุมแบบไหน เหมาะกับคุณ

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ แบบฮอร์โมนรวม ซึ่งแต่ละตัวก็มีตัวยาที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเราควรเลือกให้เหมาะกับจุดประสงค์ที่ต้องการ และเข้ากับร่างกายของคุณด้วยมากที่สุด มาดูกันว่าเลือกยังไง

ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ และช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ

สาวๆ ส่วนใหญ่ก็คงกินยาคุมเพื่อไม่ให้ท้องนี่แหละ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เลือกใช้ยาคุมที่มี Ethinyl Estradiol ต่ำๆ ก่อน เช่น 0.02 มิลลิกรัม เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่นคลื่นไส้ อาเจียน อ้วนบวมน้ำ หรือเป็นฝ้า และยังสามารถทานติดต่อกันได้นานอย่างปลอดภัย แต่สมัยนี้มีการพัฒนาสูตรยาคุมกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้มีผลพลอยได้ที่ทำให้สาวๆ แฮปปี้ยิ่งขึ้น เพราะประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอ รอบเดือนตรงเป๊ะ สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ หันมาใช้วิธีกินยาคุมกันมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ก่อนอื่นเราควรสำรวจตัวเองก่อนว่าฮอร์โมนของเราเป็นยังไง จากแค่การสังเกตรอบเดือนของเรา ไม่ควรเลือกตามเพื่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน และอาจทำให้มีผลข้างเคียงตามมา

1) สำหรับคนที่ประจำเดือนมามาก หรือมีรูปร่างท้วม
ถ้าคุณมีประจำเดือนปริมาณมาก มานานถึง 7-10 วัน (หรือมากกว่านั้น) และรอบเดือนสั้นกว่า 28 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และโปรเจสตินที่มีฤทธิ์ต่อต้านเอสโตรเจน

2) ประจำเดือนมาเป็นปกติ หรือรูปร่างพอดี
สำหรับสาวที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอ แต่ละครั้งมาในปริมาณไม่มาก ไม่น้อย มาตามรอบเดือน 28 วันเป๊ะ ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนและโปรเจสตินต่ำ นั่นคือ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และ Desogestrel ไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัม

3) กลุ่มผู้หญิงที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย ประจำเดือนมาน้อย รอบเดือนยาว
ในตลาดยาคุมกำเนิด ก็มีตัวยาที่จะช่วยลดสิวฮอร์โมน อัพหน้าอกให้อึ๋ม ผิวเปล่งปลั่งเช่นกันค่ะ สำหรับสาวๆ ที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย มีหน้าอกเล็ก เป็นสิว ขนดก ประจำเดือนมาน้อยกว่า 4 วัน และรอบเดือนยาว 30 วัน และรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาผิวเยอะ ทั้งหน้ามัน เป็นสิวฮอร์โมน แถมหน้าอกก็แบนอีก ไม่มีความเป็นผู้หญิงซะเลย การกินยาคุมช่วยได้ค่ะ เป็นวิธีเดียวกับที่สาวประเภทสองใช้ เพื่อปรับฮอร์โมนให้ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น สามารถใช้ยาคุมแบบเดียวกับสาวที่มีประจำเดือนน้อยได้เลย คือ มี Cyproterone acetate ช่วยลดแอนโดรเจน ฮอร์โมนเพศชายที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น สาเหตุในการเกิดสิว และ Ethinyl estradiol เอสโตรเจน ฮอร์โมนเพศหญิงที่มีในยาคุมอยู่แล้ว ช่วยกระตุ้นให้หน้าอกใหญ่ขึ้น สะโพกผายมากขึ้น ในบางคนอาจผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วยนะ

4) สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ
สาวๆ กลุ่มนี้คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการมีประจำเดือน เพราะนานๆ ทีจะมา ระยะเวลาไม่เกิน 4 วัน แถมยังมีปริมาณน้อยอีก และรอบเดือนจะยาวกว่า 30 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ที่มีตัวยาในการลดแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายที่มีมากเกินไป ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล นั่นคือ Cyproterone acetate

รับมือกับอาการข้างเคียงยังไงดี

การเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะกับร่างกายของสาวๆ จะช่วยลดอาการเคียงให้น้อยลง แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงอยู่ เราก็มีวิธีแก้มาให้ค่ะ

- คลื่นไส้ อาเจียน : มักเป็นในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เริ่มกิน ควรกินต่อไปอีกสักระยะ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และถ้ามีอาเจียน แนะนำให้กินยาก่อนนอน
- เลือดออกกระปริกระปรอย : สาวๆ ที่เพิ่งเริ่มกิน มักมีอาการนี้ เแก้ด้วยการกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน หากยังไม่หายหรือมีเลือดออกมาก ควรเพื่อรีบไปปรึกษาแพทย์
- ปวดหัว : แนะนำให้หยุดยา 1-2 เดือน ถ้าอาการปวดหัวหายไป ให้ลองกลับมากินใหม่ ถ้ายังปวดหัวอยู่ แปลว่าการปวดหัวเกิดจากการที่กินยาคุม อาจต้องเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด หรือเปลี่ยนชนิดของยาคุม
- ประจำเดือนขาด : เกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรสังเกตให้ดีว่าในกรณีของคุณ เกิดจากสาเหตุอะไร เช่น การตั้งครรภ์, ความเครียด, การใช้ยา โดยถ้าสังเกตจนแน่ใจแล้วว่าเกิดจากยาคุม ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเปลี่ยนชนิดของยาคุม

หากมีผลข้างเคียงมาก อาจเป็นเพราะชนิดของยาคุมกำเนิดคุณที่เลือก อาจยังไม่เหมาะกับฮอร์โมนในร่างกายของคุณ ทุกครั้งที่เลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรสังเกตร่างกายตัวเอง และปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยค่ะ และควรไปตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็คสุขภาพที่ดีของเรานะคะ


ไลฟ์สไตล์แบบคุณ ดูแลสายตาแบบไหนดี?

รู้หรือเปล่า? ในทุกๆ วันคุณกำลังทำร้ายดวงตาของคุณโดยไม่รู้ตัว ด้วยไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ดวงตาของเราทำงานหนักขึ้น ทั้งจ้องจอ เล่นมือถือเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่มีคอมพิวเตอร์เป็นเพื่อนคู่ตา หรือบางคนที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ แต่ไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็ไม่ต้องกังวล เพราะไบโอฟาร์มรวบรวมวิธีดูแลและบำรุงสายตาที่เหมาะกับคุณมาให้แล้วค่ะ

“ตาแพ้แสง” ปัญหาที่สายส่องจ้องจอเกิน 8 ชั่วโมงต้องเจอ
สำหรับสายส่อง สายเม้าท์ ตลอดทั้งวันจับจ้องอยู่แต่กับจอ ทำให้ตาได้รับแสงสีน้ำเงินจากคอมพิวเตอร์หรือมือถือมากเกินไป ทำให้มีอาการตาแพ้แสง เพราะลูทีนที่เคลือบอยู่บนจอประสาทตา ไม่สามารถกรองแสงสีน้ำเงินเอาไว้ได้หมด และการเพ่งในระยะใกล้เป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งและทำงานหนักกว่าปกติ ทำให้มีอาการตาล้า

สิ่งที่ไม่ควรทำ...
- จ้องจอเกิน 8 ชั่วโมงติดต่อกัน โดยไม่พักสายตาเลย
- เล่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือในที่มืดหรือตอนกลางคืน โดยไม่เปิดไฟ

สิ่งที่ควรทำ...
- จ้องจอในระยะที่เหมาะสม ควรให้ตาห่างจากจอประมาณ 1 ฟุต หรือเท่ากับ 1 ไม้บรรทัด
- เปิดไฟให้มีสว่างเพียงพอ ในขณะที่เล่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือ
- ใส่แว่นกรองแสงทุกครั้ง และควรพักสายตาทุก 30 นาที ด้วยการหลับตา แล้วมองขึ้น-ลง ซ้าย-ขวาหรือกะพริบตาถี่ๆ
- ทานอาหารที่มีลูทีน เช่น คะน้า, ปวยเล้ง, ผักโขม, ข้าวโพด และไข่แดง

สายขับรถทางไกล ปัญหามาเต็มทั้ง “ตาล้า” “ตาแห้ง”
สำหรับคนที่ต้องขับรถทางไกล มักใช้สายตาติดต่อกันหลายชั่วโมง เพื่อมองถนน ทำให้ต้องเพ่งสายตาและกะพริบตาน้อยลง ตายังได้รับอนุมูลอิสระจากแสงแดด ลม จึงเกิดอาการตาล้า เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้พัก และในบางคนอาจมีอาการตาแห้ง เพราะดวงตาขาดความชุ่มชื่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ...
- เพ่งสายตามากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็ง ทำให้ตาล้าง่ายขึ้น
- ใส่คอนแทคเลนส์ เมื่อต้องขับรถทางไกล

สิ่งที่ควรทำ...
- ควรใส่แว่นกันแดดและแว่นกรองแสง (แบบเดียวกับที่ใช้กรองแสงสีน้ำเงิน) เลือกให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ขับรถ
- หากจำเป็นต้องใส่คอนแทคเลนส์ ควรหยอดน้ำตาเทียม เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตาแห้ง
- ควรพักสายตาทุก 1 ชั่วโมง ด้วยการมองไกลๆ ไปที่สีเขียวหรือสีที่สบายตา เช่น ต้นไม้ หรือภูเขา และหลีกเลี่ยงการมองวัตถุที่มีสะท้อนแสงมากๆ เช่น ป้ายโฆษณา, ไฟข้างถนน
- ทานอาหารที่มีแอสต้าแซนทีน เช่น สาหร่าย, กุ้ง, ล๊อบสเตอร์, ปู และปลาแซลมอน

สายตาสั้นชอบใส่คอนแทคเลนส์ เจอประจำทั้ง “ตาแห้ง” “ตาแดง”
สำหรับชาวสายตาสั้น นอกจากแว่นก็มีคอนแทคเลนส์นี่แหละเป็นเพื่อนคู่ตา ส่วนใหญ่มักใส่ตลอดทั้งวัน ไม่สามารถถอดพักได้ ทำให้มีอาการตาแห้ง เพราะคอนแทคเลนส์ทำให้ออกซิเจนระเหยออกจากตามากกว่าปกติ และมักเกิดอาการระคายเคือง ตาแดงตามมา จากการที่คอนแทคเลนส์เสียดสีกับกระจกตา

สิ่งที่ไม่ควรทำ...
ใส่คอนแทคเลนส์มากกว่า 8 ชั่วโมง

สิ่งที่ควรทำ...
- ควรหยอดน้ำตาเทียม เมื่อรู้สึกว่าเริ่มตาแห้ง และหยอดซ้ำเมื่อมีอาการ
- ทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอว์เบอร์รี่, ราสป์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และบิลเบอร์รี่ และผัก ผลไม้ที่มีวิตามินอี เช่น อัลมอนด์, เมล็ดทานตะวัน, น้ำมันมะกอก, อะโวคาโด

ดูแลอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องจัดอาหารเสริมให้ครบสูตร!

การปรับไลฟ์สไตล์และทานอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยให้ตาของคุณสุขภาพดีขึ้น แต่ถ้าอยากให้ครบสูตร ได้บำรุงแบบเต็มๆ ควรทานอาหารเสริมที่มีวิตามินและสารอาหารที่ช่วยบำรุงดวงตา

วิธีเลือกวิตามินบำรุงดวงตา

ไม่ต้องเสียเวลาเลือกเอง เราสรุปมาให้แล้วกับ 4 ตัวเด็ดสุดยอดสารอาหารบำรุงดวงตา
- ลูทีน (Lutein) ช่วยลดอาการตาแพ้แสง ป้องกันโรคจุดรับภาพและจอประสาทตาเสื่อม ลูทีนจะช่วยกรองและปกป้องตาจากแสงสีน้ำเงิน
- บิลเบอร์รี่ (Bilberry) ลดอาการตาแดง ตาล้า และทำให้มองเห็นในที่มืดชัดขึ้น ป้องกันโรคต้อกระจก ด้วยการต้านอนุมูลอิสระ บำรุงให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง
- วิตามินอี (Vitamin E) เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยลดอาการตาแห้ง และป้องกันโรคต้อกระจก หากทานคู่กับลูทีน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่อกระจก
- แอสต้าแซนทีน (Astaxanthin) ลดตาล้า ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยบริเวณตา ปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระทั้งส่วนที่เป็นน้ำและน้ำมัน

ดูแลดวงตาด้วยตัวเองแล้ว อย่าลืมไปตรวจสายตาหรือพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งนะคะ ช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคต่างๆ และถนอมดวงตาให้อยู่กับคุณไปนานๆ ค่ะ


รับมือโรคกระเพาะ โรคฮิตคนทำงาน

โรคกระเพาะอาหารกลายเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตของคนทำงาน ตั้งแต่พนักงานบริษัทจนถึงระดับผู้บริหาร จากไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ทานข้าวไม่ตรงเวลา และที่สำคัญคือความเครียดจากการทำงาน ขึ้นชื่อว่าเป็นโรคยอดฮิตของ พนักงานออฟฟิศ ขนาดนี้ ไบโอฟาร์มขอพาคุณมาทำความรู้จักและวิธีป้องกันตัวเองจากโรคนี้กันค่ะ

โรคกระเพาะคืออะไร?
โรคกระเพาะอาหาร (Gastric Ulcer) ที่จริงแล้วมาจากชื่อเต็มว่า โรคแผลในกระเพาะอาหาร คือการที่มีแผลเกิดขึ้นในกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่เกิดจากเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหารถูกทำลายโดยน้ำย่อย หรือสารระคายเคืองอื่นๆ

แล้วโรคกระเพาะเกิดจากอะไร?
สาเหตุของโรคกระเพาะที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คงหนีไม่พ้นการทานอาหารไม่ตรงเวลา จนทำให้กรดในน้ำย่อยกัดกระเพาะจนเป็นแผล ทำให้เราปวดท้องทั้งตอนที่หิว และตอนอิ่ม รวมถึงความเครียดที่ทำให้กระเพาะบีบตัวและผลิตน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ

แต่ใครจะรู้ว่า มากกว่าครึ่ง ของคนที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะ เกิดจากการติดเชื้อ เอชไพโลไร (H. Pylori) ในกระเพาะ ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อได้จากคนสู่คน โดยเชื้อนี้จะเข้าไปทำให้ระบบในกระเพาะไม่สมดุล และไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ โรคกระเพาะยังสามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาแก้อักเสบที่อาจทำให้กระเพาะระคายเคือง รวมถึงพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุของกระเพาะอาหาร และอีกหนึ่งสาเหตุก็คือ พันธุกรรมนั่นเอง

อาการแบบไหนที่เรียกว่าโรคกระเพาะ
อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหารในระยะเริ่มต้น ได้แก่ ปวดท้อง แสบท้อง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ในบางรายจะไม่สามารถผายลมได้ และปวดท้องรุนแรงหลังทานอาหาร หรือดื่มน้ำ เมื่อถึงขั้นสาหัสอาจอาเจียนเป็นเลือด หรือมีอุจจาระเป็นสีดำ น้ำหนักลดลงเนื่องจากอาการเบื่ออาหาร หรืออาจมีภาวะลำไส้อุดตัดร่วมด้วย เพราะแผลในกระเพาะอาหารสามารถก่อให้เกิดพังผืด และทำให้ลำไส้เล็กตีบได้

เป็นโรคกระเพาะแล้วต้องทำอย่างไร
วิธีการดูแลตัวเองเมื่อมีอาการเสี่ยงข้างต้น...

  • ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • ควรงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่ซื้อยาแก้ปวดต่างๆ ทานเอง เพราะอาจไประคายเคืองแผลในกระเพาะมากขึ้น
  • ทานยาลดกรด หรือยาเคลือบกระเพาะเพื่อบรรเทาอาการ
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ที่จะทำให้กระเพาะผลิตกรดมากขึ้น ควบคู่ไปด้วยเพื่อการรักษาที่ยั่งยืน

กลุ่มอาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นพนักงานออฟฟิศ จากพฤติกรรมทานข้าวไม่ตรงเวลา และต้องพบเจอกับความเครียดจากการทำงาน เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว ควรปรับพฤติกรรมทั้งเวลาทานข้าวและการจัดการกับความเครียดทันทีที่รู้ตัว อย่าโหมงานหนักจนต้องใช้เงินเดือนไปกับการรักษาสุขภาพ

ไม่ว่างานจะยุ่งขนาดไหน ก็อย่าลืมดูแลตัวเอง และเพื่อนร่วมงานกันด้วยนะคะ ด้วยความห่วงใยจาก Biopharm


ทานยาคุมอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย?

ในปัจจุบันการคุมกำเนิดที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่แน่นอนของคนสมัยใหม่ และยังช่วยวางแผนกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างดี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่สงสัยในประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด ซึ่งอาจเป็นเพราะรายละเอียดของยาคุม ไม่เคยถูกพูดถึงอย่างเปิดอกในสื่อใดๆ วันนี้ไบโอฟาร์มขออาสาตอบข้อสงสัย เกี่ยวกับการทานยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนสามารถควบคุมและวางแผนชีวิตได้อย่างสบายใจและราบรื่นค่ะ

สเต็ปที่ 1
เช็กตัวเองก่อนใช้ยาคุมกำเนิด

คุณต้องมั่นใจว่าตนเอง‘ไม่’อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดังนี้ค่ะ

  1. ผู้ที่ตั้งครรภ์
  2. ผู้ที่ให้นมบุตร (หลังคลอดภายใน 6 สัปดาห์)
  3. ผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ หรือมีค่า BMI มากกว่า 30 จะเสี่ยงต่อโรคลิ่มเลือดอุดตัน
  4. ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อน แต่หากอายุมากกว่า 35 ปี แล้วสูบบุหรี จะไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดค่ะ
  5. ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม
  6. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา ระบบประสาท หรือหลอดเลือดต่างๆ หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นมานานกว่า 20 ปี
  7. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่บริเวณขา หรือปอด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
  8. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งตับ และโรคตับแข็งในระยะรุนแรง
  9. ผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดที่มองเห็นแสงสว่างวาบ มองภาพไม่ชัด หรือผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดไม่เห็นแสงสว่างวาบที่อายุมากกว่า 35 ปี
  10. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแบบควบคุมไม่ได้ (ค่าบนสูงกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันโลหิตค่าล่างสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท)
  11. ผู้ที่ผ่าตัดใหญ่ หรือผ่าตัดบริเวณขา ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลานาน

สเต็ปที่ 2

เรียนรู้วิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง
โดยหลักๆ แล้ว ยาคุมแบบปกติมีหลักการทานยาที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก โดยลิสท์ให้จำง่ายๆ ดังนี้

  1. อ่านฉลากกำกับยาทุกครั้ง เพื่อศึกษาวิธีทานของยานั้นๆ และข้อควรระวังอย่างละเอียด
  2. การเริ่มทานยาเม็ดแรก ให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมาวันที่ 1 ก็เริ่มทานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เลย หรือ วันที่ 2, 3, 4 และวันที่ 5 ไม่แนะนำให้ทานยาคุมกำเนิดเฉพาะวันที่มีการร่วมเพศ เพราะเสี่ยงตั้งครรภ์สูง นอกจากยาจะไม่มีผลแล้ว ยังอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยด้วย ส่วนการเริ่มทานยาคุมกำเนิดหลัง 5 วันแรกของการมีประจำเดือนก็สามารถทำได้ แต่ไม่แนะนำค่ะ
  3. ทานยาวันละ 1 เม็ด โดยทานตามวันที่ระบุบนแผง และชนิดของยา หรือหากไม่ระบุ ก็สามารถเริ่มทานได้เลย
  4. ทานยาทุกวัน ในเวลาใกล้เคียงกันในแต่ละวัน อาจตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับทานยาคุมโดยเฉพาะ
  5. หากทานแล้วอาเจียนหลังทานภายใน 3 ชั่วโมง ให้ทานยาซ้ำ เพราะระยะการดูดซึมของยาคือ 3 ชั่วโมง

สเต็ปที่ 3

อย่าละเลยการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย

  1. เมื่อเริ่มทานยาคุมกำเนิดเม็ดแรก ควรใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเสมอ อย่างน้อย 7 วันหลังจากทานยาเม็ดแรก
  2. หากลืมทานยาคุมกำเนิด มีวิธีปฏิบัติดังนี้
    1. ลืมทาน 1 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดได้เลย โดยไม่ต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน หรือ วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วม เช่น ถุงยางอนามัย
    2. ลืมทาน 2 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดโดยทิ้งยา 1 เม็ด ของวันแรกที่ลืมไปเลย แต่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัย พร้อมกับทานยาคุมให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด นาน 7 วัน หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ลืมทานพอดี อาจจะมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ควรพิจารณาการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
    3. หากลืมทานมากกว่า 2 เม็ด
      จะถือว่าฤทธิ์คุมกำเนิดหายทันที ควรเริ่มแผงใหม่ พร้อมใช้ถุงยางอนามัยควบคู่อย่างน้อย 7 วันค่ะ