สาระน่ารู้

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย

ยังคงอยู่ในช่วงหน้าฝน ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังสำหรับโรคภัยต่าง ๆ ที่มากับหน้าฝน โดยเฉพาะ โรคไข้เลือดออก ไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไปที่อาศัยในเมืองเท่านั้น สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ป่า หรือ บริเวณเขตชายแดน นับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยนอกจากต้องระมัดระวังโรคไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องระวังโรคไข้มาลาเรียอีกด้วย

เผยสถิติครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียเพิ่มขึ้น
มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งขณะนี้การกลับมาระบาดของทั้ง 2 โรคมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกล่าสุด ของกระทรวงสาธารณสุข (วันที่ 31 กรกฎาคม 2562) พบว่าตั้งแต่ต้นปีมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้ว 59,167 ราย เสียชีวิต 67 ราย จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าปี 2561 ในช่วงเวลาเดียวกัน 1.6 เท่า โดยกลุ่มที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกสูงสุดคือกลุ่มอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือ 15-34 ปี ขณะที่ผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียนั้น จากข้อมูลล่าสุด (วันที่ 2 สิงหาคม 2562) พบแล้ว 3,477 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 22-44 ปี รองลงมาคือ 5-14 ปี

สาเหตุการระบาดของโรค
จากตัวเลขดังกล่าวทำให้ทุกคนต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ซึ่งสาเหตุของการระบาดของโรคมีอยู่หลายปัจจัย ทั้งปริมาณยุงลายพาหะของโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอากาศที่ร้อนและร้อนเร็วขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงถูกเร่งให้เข้าสู่ช่วงตัวเต็มวัยจาก 7 วัน เป็น 5 วัน รวมถึงมีผู้ป่วยติดเชื้อในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายกัดและยุงไปกัดคนอื่นต่อก็จะมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนทำให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงมีเพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรียเพิ่มขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลัง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก
กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมัน หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ หอบหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มาก นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน หากจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดของคุณแม่สูง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

คนทำงานใกล้ป่า-พื้นที่ชายแดน กลุ่มเสี่ยงสูง
สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงซึ่งต้องเฝ้าระวังในการเกิดโรค คือ ประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งต้องออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อุทยานและบริเวณเขตชายแดน ต้องคอยระวังและหลีกเลี่ยงสาเหตุของการโรคภัยเหล่านี้ โดยทุกคนควรสังเกตอาการเจ็บป่วยของตนเอง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นหรือจุดแดงขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด หน้าแดง บางรายอาจมีภาวะเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมากหลังมีไข้มาหลายวันอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อกขึ้นได้ ส่วนโรคไข้มาลาเรียนั้นจะมีอาการทั่วไปคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีอาการไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหงื่อออก และ เบื่ออาหาร
มีคำแนะนำดี ๆ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสงสัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย รวมไปถึงวิธีการป้องกัน ดังนี้
เบื้องต้น หากมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกหรือโรคไข้มาลาเรีย แนะนำว่า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาตามอาการของโรคจะปลอดภัยที่สุด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หรือรับประทานแค่ยาพาราฯ เพราะไข้จะไม่ลด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม NSAIDsเพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ระบบเลือดไม่คงที่และทำให้เลือดออกง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวหากรักษาไม่ถูกวิธีอาจเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย
มีคำแนะนำและวิธีการป้องกันควรหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด ได้แก่ นอนในมุ้ง ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง ฉีดพ่นหมอกควันไล่ยุง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่การระบาดของโรค
สำหรับโรคภัยที่มากับหน้าฝนยังมีอีกหลายโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งที่ร้ายแรงและไม่ร้ายแรง อาทิ โรคปวดข้อยุงลาย หรือ โรคชิคุนกุนยา โรคไข้ซิกา โรคไข้รากสาดใหญ่ (Scrub Typhus) หรือ ไข้เห็บ ไข้ฉี่หนู ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ภัยจากสัตว์และพืชมีพิษต่าง ๆ อีกด้วย


สูงวัยอย่างแข็งแรง ต้องเริ่มเติมมวลกระดูก

“โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบที่นำไปสู่ทุพพลภาพและเสียชีวิตในผู้สูงอายุ ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ

เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายก็ทำงานไม่เหมือนเดิม เดินเหินก็ลำบาก สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเตรียมความพร้อมให้อวัยวะที่สำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ ซึ่งก็คือ กระดูก และ ฟัน

เมื่ออายุ 40-50 ปีขึ้นไป อัตราการสลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้างเซลล์กระดูก หมายความว่า มวลกระดูกจะค่อย ๆ ลดจำนวนลง โครงสร้างภายในของกระดูกจะถูกทำลายจนเกิดเป็นรูพรุนลักษณะคล้ายกับฟองน้ำ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนขึ้น โดยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดเอว ปวดหลัง ปวดข้อมือ หลังโก่ง ไหล่งุ้ม เตี้ยลง เป็นต้น โดยกระดูกบริเวณที่พบว่ามีโอกาสหักได้บ่อย ได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ

เป็นผู้หญิง ยิ่งเสี่ยงมาก เพราะร่างกายจะสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วหลังหมดประจำเดือน ยิ่งหากพลาดพลั้งสะดุดล้ม หรือลื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายในวัยที่ร่างกายสั่งไม่ได้ดั่งใจ หากมีกระดูกที่แข็งแรงแล้ว ก็ไม่ต้องเสี่ยงกับการเป็นผู้ป่วยติดเตียงเพราะสะโพกหัก (Hip Fracture) ที่ 20% ของผู้ป่วย จะลงเอยด้วยการเสียชีวิต จากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด

เพราะภัยเงียบอย่างโรคกระดูกพรุนไม่มีสัญญาณเตือน เมื่ออายุครบ 65 ปี หรือเมื่อหมดประจำเดือนในกลุ่มผู้หญิง ต้องหมั่นเช็กมวลกระดูก รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่กลุ่มเสี่ยงโรคกระดูกพรุนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่จะเป็น 1 ในคนที่สร้างสถิติผู้ป่วยกระดูกพรุนให้เพิ่มสูงขึ้น

วัยอย่างคุณ ต้องการแคลเซียมเท่าไร
วัยเด็ก 3-10 ปี ต้องการแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน
วัยรุ่น 11-24 ปี ต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน
วัยผู้ใหญ่ 25-50 ต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน
วัยสูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วัน
หญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียม 1,300-1,500 มิลลิกรัม/วัน


ขุมทรัพย์แคลเซียมในอาหาร

ผัก
-บรอกโคลี
-กะหล่ำดอก
-กุ้ยช่าย
-กระเทียม
-ดอกขจร
-ถั่วฝักยาว

ผลไม้
-กล้วย
-ส้ม
-กีวี่
-เอพริคอต
-ฝรั่ง

อาหารอื่นๆ
-เมล็ดพืช เช่น เมล็ดเจีย
-โยเกิร์ต
-เต้าหูขาว
-ปลาซาร์ดีน หรือปลาแซลมอน

เมนูอาหารทางเลือกเพื่อเสริมแคลเซียม
-แกงจืดเต้าหู้หมูสับ
-ยำถั่วพู
-น้ำพริกกะปิ ปลาทู
-ลาบเต้าหู้
-คะน้าผัดน้ำมันหอย

ดีที่สมัยนี้มีทางเลือกรับสารอาหารได้ตรงความต้องการ อย่างอาหารเสริม ชนิดเสริมแคลเซียม เพื่อให้คุณได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอที่จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และบำรุงกระดูกไปพร้อมๆ กัน

ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่วัยสูงอายุควรได้รับ เพื่อห่างไกลจากโรคประจำตัวอย่าง ความดัน อัลไซเมอร์ และไขข้อ เพราะนอกจากแคลเซียมแล้ว วัยสูงอายุยังต้องการโอเมก้า-3 โพแทสเซียม แมกนีเซียม เพื่อป้องกันโรคยอดฮิตวัยเกษียณ ซึ่งสารอาหารพวกนี้หาได้จากอาหารเสริมประเภทน้ำมันสกัดจากอาหารทะเล เช่น น้ำมันคริลล์ และ น้ำมันปลา เป็นต้น


4 สารอาหารที่ดวงตาต้องการ

4 สารอาหาร ต่อต้านภัยร้ายคุกคามดวงตา
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ดวงตา เราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าเพียงแค่ วิตามินเอ ไบโอฟาร์มจึงขอรวบรวมสารอาหารอีก 4 ชนิดที่มีความสำคัญต่อการบำรุงดวงตา มาให้ได้อ่านกัน

แอสต้าแซนธิน
ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหูกันเท่าไรนัก แต่สารอาหารชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยจะพบได้มากในสาหร่ายสีแดง และอาหารที่มีสีส้ม แดง หรือเหลือง อย่างเช่น แครอท ฟักทอง รวมถึงสัตว์ทะเลอย่าง ปลาแซลมอน และเปลือกกุ้ง เปลือกปู

แอสต้าแซนธิน คือสารอาหารที่จำเป็นอย่างย่ิงสำหรับผู้ที่ต้องใช้สายตามาก ทำงานกับคอมพิวเตอร์ จ้องจอทั้งวัน พ่วงตามมาด้วยอาการตาล้า โดยแอสต้าแซนธินจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยที่จอตา และช่วยลดอาการเมื่อยล้า ที่เกิดจากการจ้องจอเป็นเวลานาน

อีกหนึ่งสรรพคุณโดดเดนของแอสต้าแซนธินที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย คือการเป็น Super Antioxidant คือสามารถป้องกันเซลล์อนุมูลอิสระได้ทั้งในส่วนที่เป็นน้ำ และไขมัน ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับวิตามินซี หากแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซี ถึง 6,000 เท่า นอกจากปกป้องรักษาดวงตาแล้ว แอนต้าแซนทีนยังช่วยกระตุ้นความจำ เพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของร่างกาย และยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วย

วิตามินอี

วิตามินอี
ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดต้อกระจก ลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% และเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตาเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมไปถึงในดวงตาอีกด้วย ประโยชน์โดยตรงของวิตามินอี ที่มีต่อดวงตา คือช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดต้อกระจก รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ดวงตา หากใครที่เริ่มเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในช่วงต้น วิตามินอียังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% ได้อีกด้วย เราสามารถพบวิตามินอีได้ในถั่วอัลมอนด์ บร็อกโคลี ผักโขม เป็นต้น

บิลเบอร์รี่สกัด
บิลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงรักษาดวงตา และการมองเห็น พร้อมไปด้วยสารอาหารอีกนับไม่ถ้วน

บิลเบอร์รี่มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันและรักษาอาการตาบอดกลางคืน ใครที่ต้องใช้สายตานานๆ จนเกิดอาการตาแห้ง เมื่อยล้า บิลเบอร์รี่ก็สามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน ที่สำคัญคือบิลเบอร์รี่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้สามารถป้องกันอาการเสื่อมของดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการต้อ ทั้งต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ รวมถึงอาการตาเสื่อมในผู้งอายุอีกด้วย บิลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ปลูกขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเท่านั้น แต่ด้วยสรรพคุณที่มีความโดดเด่น อีกทั้งยังปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียง จึงมักจะถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม กลายเป็นอีกหนึ่งหนของการดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการถนอมดวงตา ที่ประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ลูทีน
ในดวงตาของเรามีโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่า “ลูทีน” อยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณจุดของดวงตาที่แสงสว่างและรูปภาพจะมาตกพอดี โดยจะฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เรียกได้ว่าจุดนี้ เป็นจุดสำคัญในการรับภาพเลยทีเดียว

หน้าที่สำคัญของลูทีน คือการกรองแสงสีฟ้า ที่มีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา ทั้งในแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากต่อการหลีกเลี่ยง ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อจอประสาทตาเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนอายุที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้จอประสาทตา และเรตินาเสื่อม นำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ลูทีนมีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา

ถึงแม้ว่าดวงตาของเราจะมีลูทีนเคลือบที่เรตินาอยู่แล้ว แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนขึ้นมาเพิ่มเองได้ใหม่ การรับประทานอาหารที่มีลูทีน จึงเป็นส่ิงที่เราสามารถทำได้เพื่อรับสารอาหารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย โดยสามารถหาได้จากผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข้ม

วิถีชีวิตในยุคนี้ทำให้เราหลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายดวงตาไม่ได้เลย แสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตามีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่จะคอยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตาลดลง สิ่งที่เราทำได้เพื่อให้ดวงตาแข็งแรงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน คือการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และการบำรุงให้แก่ดวงตาของเรา ผ่านการเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในรูปแบบของอาหารที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเกิดทางเลือกให้เราได้เลือกรับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย และประหยัดเวลาได้มากกว่าที่เคย นั่นก็คือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”


Zinc สิ่งที่ขาดไม่ได้ สารอาหารที่ร่างกายต้องการ

เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าใน 1 วัน ร่างกายของเราได้รับสารอาหารตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า? แต่ละช่วงวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไร จะน้อย หรือจะมาก เราก็ควรจะดูแลสุขภาพให้ดี หนึ่งในสารอาหารสำคัญสำหรับคนทุกเพศทุกวัยก็คือ ซิงก์ (ธาตุสังกะสี)

ซิงก์เป็นสารอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงาน แต่มีหน้าที่สำคัญในการกำกับควบคุมกระบวนการทำงานของร่างกาย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถพบซิงก์ได้ในเกือบจะทุกเซลล์ของร่างกาย เพราะซิงก์มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่างๆ มากกว่า 300 ชนิด ดังนั้นแล้ว ซิงก์ จึงมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

ร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์สารอาหารชนิดนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทาน แต่อะไรที่มากไป หรือน้อยไปก็มักไม่ดีนัก ถึงแม้ว่าซิงก์จะมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วน เราก็ควรจะเลือกรับในปริมาณที่เหมาะสม และสอดคล้องกับช่วงวัยของเรา เพื่อที่จะให้ร่างกายเกิดความสมดุล

ปริมาณซิงก์ที่เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละช่วงวัย

อายุน้อยกว่า 1 ปี               3 – 5        มิลลิกรัม/วัน
อายุ 1 –10 ปี                   10          มิลลิกรัม/วัน
อายุ 11 ปีขึ้นไป                 15          มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะตั้งครรภ์        20 – 25     มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะให้นมบุตร     25 – 30     มิลลิกรัม/วัน

“ซิงก์” แร่ธาตุสารพัดประโยชน์
ซิงก์ไม่ได้แค่ป้องกันโรคใดโรคหนึ่ง หรือเป็นประโยชน์ต่อเพียงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ประโยชน์ของซิงก์นั้นมีหลากหลาย ต่อคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง หรือผู้ชาย นอกเหนือจากการช่วยป้องกันโรค ยังช่วยเสริมในเรื่องของความงามอีกด้วย

ประโยชน์ในเด็ก
-กระตุ้นการเจริญเติบโต ในช่วงทารก จนถึงช่วงวัยรุ่น

ประโยชน์ในเพศชาย
-รักษา และป้องกันการเป็นหมัน
-ป้องกันต่อมลูกหมากโต ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

ประโยชน์ในเพศหญิง
-ป้องกันมะเร็งเต้านม
-ช่วยป้องกันปัญหาระดูผิดปกติ บรรเทาอาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูกก่อนมีประจำเดือน

ประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย
-เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกาย: ลดระยะเวลาการเจ็บป่วย และบรรเทาอาการหวัด ทั้งยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
-กระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว
-มีความจำเป็นต่อการสร้าง DNA
-ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวหนัง ที่เกิดจากผิวไหม้แดด แผลพุพอง และโรคเหงือกบางชนิด
-รักษาสิว
-บำรุงสุขภาพเส้นผม ลดทุกปัญหาของเส้นผม รวมถึงผมหงอกก่อนวัยอันควร
-ปกป้องระบบประสาท

อาหารชนิดใด ที่ให้ซิงก์กับร่างกาย?
ซิงก์มีประโยชน์มากมาย แต่อาหารชนิดไหนที่จะเป็นแหล่งสารอาหารที่เรียกว่า “ซิงก์” กันล่ะ
- อาหารกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ นม เนย ปู กุ้ง ไข่
หอยนางรม
พืชผัก เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดพืช วุ้นเส้นไม่ฟอกขาว งา มันฝรั่ง ผักใบเขียวต่างๆ
ผลไม้ เช่น มะม่วง สับปะรด แอปเปิ้ล

จะเกิดอะไรหากร่างกายไม่ได้รับซิงก์ในปริมาณที่เหมาะสม?
ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าซิงก์เป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะพอดี แล้วถ้าหากร่างกายได้รับซิงก์ในปริมาณที่มากไป หรือน้อยไปล่ะ จะส่งผลกระทบอย่างไร?
กรณีที่ได้รับซิงก์มากเกินไป
-มากเกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน: ส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด
-มากเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน: เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ เกร็งบริเวณกล้ามเนื้อท้อง และเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร
-มากเกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน: หากเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน สังกะสีจะเข้าไปลดการดูดซึมทองแดงและธาตุเหล็ก ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง

กรณีที่ได้รับซิงก์น้อยเกินไป
ร่างกายจะแสดงออกมาด้วยอาการทางผิวหนัง นั่นคือ
-ขนตามร่างกายร่วง ผิวหนังเป็นรอยเขียวฟกช้ำได้ง่าย
-แผลเรื้อรังไม่ยอมหายสักที มีการอักเสบระคายเคืองที่ผิวหนัง
-ผิวแห้งลอกไม่มีความชุ่มชื้น ผิวหยาบกร้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อพับ
-ประสาทการรับรสเริ่มด้อยประสิทธิภาพ
-แผลหายช้า
-สำหรับหญิงที่ให้นมบุตร การขาดธาตุสังกะสีจะส่งผลไปถึงการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของลูกน้อย
รู้กันอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมเลือกทานสิ่งดีๆ อาหารที่มีประโยชน์ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี การรับสิ่งดีๆ เพื่อร่างกายของเราเอง ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ


อะเซโรล่า เชอร์รี่ แหล่งวิตามินซีที่ร่างกายขาดไม่ได้

อะเซโรล่า เชอร์รี่ คือ...
ผลไม้เมืองร้อนที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณ กรดแอสคอร์บิก หรือวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง และมีไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างสดใส ให้ผิวขาวใส อมชมพู และช่วยส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงร่างกายโดยรวม ป้องกันหวัด หรือรับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย ป้องกันหวัด

อะเซโรล่า เชอร์รี่ มีความโดดเด่นในเรื่องของวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีปริมาณมาก โดยให้ปริมาณวิตามินซีสูงกว่าส้ม 30-80 เท่า และมีสารอาหารอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ, รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ปลูกมากแถบแคริบเบียน, อเมริกากลาง และลุ่มแม่น้ำอะเมซอน และบราซิล

วิตามินซีจากธรรมชาติ ต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์อย่างไร
1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นนอกเหนือวิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติไม่ทำลายสารเคลือบฟัน
4. วิตามินซีธรรมชาติไม่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร

นึกถึงวิตามินซีธรรมชาติ...นึกถึง อะเซโรล่า เชอร์รี่
อะเซโรลา เชอร์รีสด 1 ผล (100 กรัม) จะมีวิตามินซี ประมาณ 1.5 กรัม ถึงประมาณ 3.5 กรัม
น้ำอะเซโรลา เชอร์รีคั้นสด 180 มิลลิลิตร มีปริมาณวิตามินซีเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้นสด 14 ลิตร
วิตามินซีจากผลอะเซโรลา เชอร์รี สามารถดูดซึมผ่านลำไส้เล็กได้เร็วกว่าวิตามินซี สังเคราะห์ถึง 1.63 เท่า เนื่องมาจากไฟโตนิวเทรียนท์ในผลอะเซโรลา เชอร์รี เช่น
ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยเพิ่ม
การดูดซึมวิตามินซี

ความแตกต่างของวิตามินซีในอะเซโรล่า เชอร์รี่
จากการศึกษาพบว่า สารสกัดจากผลอะเซโรล่า เชอร์รีทั้งในรูปสกัดจากผลสดและน้ำคั้นมีค่า Oxygen Radical Absorbance Capacity (ORAC) หรือเกณฑ์วัดประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระ
สูงมากกว่าสตรอเบอร์รีและผักโขม ซึ่งทำให้ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า

อะเซโรล่า เชอร์รี่ ยังช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรต และการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ซึ่งดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน และอาจถูกพัฒนาไปเป็นสารสกัดโพลีฟีนอลจากผลอะเซโรลา เชอร์รี่ เพื่อนำมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับมนุษย์ในอนาคต

อะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์แก่สุขภาพในปริมาณสูง ใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารมาเป็นเวลานาน จึงมีความปลอดภัยสูง แม้รับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว หรืออวัยวะต่าง ๆ

ด้วยความเข้มข้นของวิตามินซี ที่มากกว่าผลส้ม 30-80 เท่า ความปลอดภัยจากวิตามินซีธรรมชาติ และประโยชน์ที่แตกต่าง มากกว่าแค่วิตามินซี ทำให้วิตามินซีธรรมชาติจากอะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นทางเลือกใหม่มาแรง ในการดูแลผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น เนียนใส พร้อมเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันหวัด และต้านอนุมูลอิสระ


วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

เป็นที่ยอมรับและทราบกันในวงกว้างว่า “วิตามิน C” เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เราแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

- เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ช่วยส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ส่งเสริมการทำงานของสารแอนติบอดี้ในร่างกาย เพื่อตรวจจับและทำลายเชื้อโรคต่างๆ
- ปกป้องอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ทำร้ายเซลล์หรือก่อให้เกิดโรค
- ช่วยให้อาการของหวัดหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาลง
- สร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวหนังชั้นใน (Dermis) ของร่างกายมีเซลล์ที่เรียกว่า Fibroblast อยู่ เซลล์นี้จะทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับขึ้น
- จะช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้เพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน
- ปกป้องอนุมูลอิสระจากรังสี UV จากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่เร่งการผลิตอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวดำให้เร็วขึ้น ทำให้ผิวเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า วิตามินซีจะเป็นสารอาหารในลำดับต้น ๆ ที่เข้าปกป้องผิว และทำลายอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นโดย รังสี UV

ซึ่งวิตามินซีในท้องตลาด มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือวิตามินซีธรรมชาติ และวิตามินซีสังเคราะห์ การที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มที่ ควรรับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์ดังนี้

1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่วิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติ จะไม่ทำลายสารเคลือบฟัน ไม่กัดฟัน ไม่ทำให้ฟันผุง่าย
4. วิตามินซีธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
5. วิตามินซีธรรมชาติมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างโปรตีนคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย เพิ่มภูมิคุ้มกันลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดต้านทานอาการภูมิแพ้ อักเสบ ติดเชื้อ บรรเทาความดันโลหิตสูงและต้อกระจกได้

บุคคลใดบ้างที่ควรได้รับวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป?
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่สัมผัสควันจากบุหรี่เป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ
- ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ
- ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรังเช่น มะเร็ง หรือเอดส์

ทั้งนี้ การทานอาหารเสริม ควรทานคู่ไปกับสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ


“Procapil-N” สารลับที่ต่างประเทศให้การยอมรับ เพื่อช่วยให้ผมหนา

ในทุกวันนี้มีหลายๆ คนต้องทนกับอาการผมบาง ผมร่วง จากโรคผมบาง และมักมองหาทางแก้ปัญหา ที่ล้วนไม่ตรงจุด, ค่าใช้จ่ายสูง, หรือแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว แถมยังเสียเวลา และความมั่นใจไปมากขึ้นทุกวัน

รู้มั้ยว่าสาเหตุของโรคผมบางกว่า 80% มาจากฮอร์โมน และกรรมพันธุ์ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่านักวิจัยได้ยอมรับแล้วว่า โรคผมบาง เป็นอาการที่สามารถรักษาให้หายได้

ในประเทศฝรั่งเศส ได้มีการคิดค้นตัวยาเพื่อรักษาโรคผมบางโดยเฉพาะ ที่ชื่อว่า Procapil-N และได้รับการยอมรับทางการแพทย์ในประเทศต่างๆ หลายประเทศ โดยตัวยา Procapil-N นี้ ประกอบไปด้วยสารสำคัญ 3 ชนิด ที่ทำหน้าที่หลากหลายเพื่อผมหนา ได้แก่

สารสำคัญใน Procapil-N
1. กรดโอลิเอโนลิก (Oleanolic Acid)
2. ไบโอทินิล จีเอชเค (Biotinyl-GHK)
3. อะพิจินิน (Apigenin)

ทำไมต้อง Procapil-N?
1. Procapil-N คิดค้นในประเทศฝรั่งเศส ได้รับการยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและได้ผลจริง
2. Procapil-N ได้มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมีจึงไม่ระคายเคืองหนังศีรษะ เหมาะกับคนทุกสภาพผิวหนัง
3. กรดโอลิเอโนลิก ที่อยู่ใน Procapil-N มีหน้าที่ลด ​Dehydrotestosterone (DHT) และน้ำมันส่วนเกินบนหนังศีรษะ ที่เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งเป็นตัวสารตั้งต้นที่จะให้เกิด DHT ที่จะทำให้ผมหลุดร่วงง่าย และงอกใหม่ยาก
4. ไบโอทินิล จีเอชเค จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนดี สารอาหารก็ไปเลี้ยงเส้นผมได้ดีขึ้น
5. ส่วนอะพิจินิน เป็นโปรตีนที่เป็นช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างเส้นผมใหม่

เพราะฉะนั้น หากคุณกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ รวมทั้งอยากให้เส้นผมอยู่กับคุณไปนานๆ Procapil-N ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ฉลาด และตรงจุด เพราะสามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมได้ครอบคลุม และช่วยให้ผมแข็งแรง ร่วงน้อยลง งอกใหม่มากขึ้น หมดปัญญา

รู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนมี Procapil-N บ้าง?
1. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Procapil-N เป็นตัวยาหลัก มักจะเขียนไว้หน้ากล่องอยู่แล้ว เช่น “With Patent French PROCAPIL-N Innovation”
2. สังเกตดูที่ส่วนผสมที่ฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ มองหา Procapil-N หรือ ดูว่ามีสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดใน Procapil-N ครบหรือไม่ ได้แก่ กรดโอลิเอโนลิก (Oleanolic Acid), ไบโอทินิล จีเอชเค (Biotinyl-GHK), อะพิจินิน (Apigenin)
3. ควรซื้อจากแหล่งที่ได้มาตรฐานเชื่อถือได้ หรือถามเภสัชกรเพื่อความมั่นใจก่อนซื้อ


วิธีเอาชนะผมร่วง

อาการผมร่วง ผมบาง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง อาจมีสาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ทำร้ายสุขภาพผมและหนังศีรษะ เช่น การใช้สารเคมีมากเกินไป การใช้ยาบางประเภทที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง อาการผมร่วง ผมบางสามารถสังเกตได้จากการหวีผม หรือสระผม จะมีเส้นผมหลุดร่วงออกมาเป็นจำนวนมากผิดปกติ หรือในบางรายผมอาจจะหลุดร่วงออกเป็นหย่อมๆ เลยทีเดียว
โดยปกติแล้วผมของคนเรามีประมาณ 90,000-140,000 เส้น และมีอายุเฉลี่ย 2-6 ปี ในแต่ละวันเส้นผมจะมีการหยุดการเจริญเติบโตและหลุดร่วง วันละไม่เกิน 100 เส้น หรือประมาณ 10-15% ของเส้นผมทั้งหมด ซึ่งในกรณีที่อาการผมร่วง ผมบางที่ไม่ร้ายแรงก็สามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง

วิธีลดผมร่วง
1. การรับประทานอาหาร
เลือกรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีเป็นส่วนประกอบ เพราะเส้นผมจะได้รับสารอาหารจากการไหลเวียนของเลือดใต้หนังศีรษะ เช่น อาหารทะเล ผักใบเขียว ซึ่งจะทำให้เส้นผมเติบโตได้ดีและสุขภาพดี การรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ที่ช่วยให้เส้นผมมีความชุ่มชื่น  

2. ใช้สมุนไพรธรรมชาติ

สมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถช่วยรักษาอาการผมร่วง และผมบางได้ เช่น การหมักผมด้วยน้ำมะกรูด ใบทองพันช่าง ดอกอัญชัน และว่านหางจระเข้คั้นสด จะช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้นและลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ นอกจากนี้ดอกอัญชัน และว่านหางจระเข้ยังช่วยให้เส้นผมดูดกดำมากขึ้นอีกด้วย   

3. การดูแลรักษาความสะอาดเส้นผม

หากแชมพูที่ใช้อยู่ทำให้เกิดอาการผมร่วง ผมบางอย่างต่อเนื่อง ลองเปลี่ยนเป็นแชมพูสูตรที่ช่วยเรื่องผมร่วง ผมบางโดยเฉพาะ หรือแชมพูสมุนไพร และอาจเพิ่มการนวดศีรษะระหว่างสระผมเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดใต้หนังศีรษะ ช่วยเพิ่มออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเส้นผมได้มากขึ้น

4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

พฤติกรรมบางอย่างอาจส่งผลให้เกิดอาการผมร่วง ผมบางโดยที่คุณไม่รู้ตัว เช่น การมัดผมแน่นจนเกินไป ความเครียด หรือการสระผมด้วยน้ำอุ่น บางรายอาจมีการใช้สารเคมีหรือความร้อนกับผมเป็นประจำ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอาการผมร่วง ผมบางโดยตรง เช่น การทำสีผม การดัดผม เป็นต้น

5. ใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่รักษาอาการผมร่วง ผมบางให้เลือกมากมาย ทั้งชนิดยาทาน และยาใช้ภายนอก ในส่วนของยาทานนั้น มักจะมีผลข้างเคียงของการใช้ยา เช่น ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ขนในส่วนอื่นเพิ่มขึ้น ปัสสาวะขัด ปวดศีรษะ เพราะเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ชนิดใช้ทาภายนอก บริเวณที่มีอาการผมร่วง โดยเฉพาะรูปแบบโฟม จึงได้รับความนิยมมากกว่าในการรักษาผมบาง ซึ่งให้ผลเทียบเท่ากับยารับประทาน และยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ Restiv เป็นโฟมที่ช่วยแก้ไขปัญหาผมบางโดยเฉพาะ มาในรูปแบบโฟมนุ่ม ใช้ง่าย ทาบริเวณหนังศีรษะที่มีปัญหา วันละครั้งหลังสระผม ด้วยส่วนผสมของสาร Procapil-N สกัดจากธรรมชาติ แก้ปัญหาได้ตรงจุด ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นผมใหม่ด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเส้นผม และเพิ่มการไหลเวียนเลือด ให้สารอาหารไปเลี้ยงเส้นผมได้ดีขึ้น

อาการผมร่วง ผมบางสามารถรักษาให้หายได้ โดยการรักษาด้วยวิธีตามธรรมชาติ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพผมและหนังศีรษะ หากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวช่วยในการรักษา ก็ควรศึกษาส่วนประกอบ และผลข้างเคียงที่มาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้ถ้วนถี่ เพราะแทนที่จะช่วยรักษาอาการผมร่วง ผมบาง แต่อาจกลับได้โรคอื่นมาแทน


ไม่อ่านแล้วจะเสียใจ เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน

การวางแผนชีวิตและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ และในปัจจุบันก็มีหลากหลายทางเลือกที่ช่วยให้ชีวิตของคุณเป็นไปตามแผนได้อย่างสะดวกมากขึ้น ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็น หนึ่งในตัวช่วยนั้น แม้กระทั่งเมื่อมีเหตุให้ชีวิตของคุณต้องผิดแผน ก็ยังมีตัวช่วยที่คอยกู้สถานการณ์ฉุกเฉินอย่าง “ยาคุมฉุกเฉิน”

ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับตัวยา และวิธีใช้อยู่มาก จากการไม่ได้รับข้อมูลเชิงปฏิบัติ ทำให้หลายคนมักจะใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องจนไม่ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากยา ควรรีบทำความเข้าใจยาตัวนี้ให้ดี เพราะเรื่องฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน
- ยาคุมฉุกเฉิน เป็นประเภทหนึ่งของยาเม็ดคุมกำเนิด
- ยาคุมฉุกเฉิน แตกต่างจากยาคุมปกติ และไม่สามารถใช้แทนยาคุมปกติได้ เพราะมีปริมาณฮอร์โมนสูงกว่ามาก ไว้สำหรับใช้หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันด้วยการคุมกำเนิดแบบอื่นเท่านั้น
- ยาคุมฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาทำแท้ง เพราะใช้ได้ภายใน 3 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันเท่านั้น
- สามารถใช้ยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 2 ครั้งในชีวิต โดยไม่ควรใช้เกิน 2 ครั้งต่อ 1 เดือน
- ยาคุมฉุกเฉิน 1 แผง มีเม็ดยา 2 เม็ด โดยจะทานพร้อมกันเลยก็ได้ หรือจะ ทานแยกกันตามวิธีต่อไปนี้ก็ได้

วิธีใช้ยาคุมฉุกเฉิน
1. วิธีทั่วไปที่นิยมใช้ และเป็นที่แนะนำคือ ทานเม็ดแรกทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
2. หลังจากทานเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ให้ทานเม็ดต่อไป (เม็ดสุดท้าย)
3. สามารถทานยาคุมฉุกเฉินทั้ง 2 เม็ดพร้อมกันได้เลย ทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน สาเหตุที่แนะนำให้ทานทีละเม็ดแบบข้อ 1-2 เพื่อหลีกเลี่ยง หรือบรรเทาอาการข้างเคียงค่ะ
4. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับเวลาของการเริ่มรับประทานยา จึงต้องทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 3 วัน
5. อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกระปริบกระปรอย เจ็บคัดเต้านม อ่อนแรง ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อย ที่พบบ่อยคือ ประจำเดือนคลาดเคลื่อน มาช้ากว่ากำหนด

แม้ว่าการใช้ยาคุมฉุกเฉิน 2 ครั้งต่อเดือน จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ถ้ารู้ตัวว่าต้องคุมกำเนิดบ่อยๆ ควรใช้ยาคุมแบบปกติ (มีแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด) เพื่อการคุมกำเนิดในระยะยาวที่ปลอดภัย ได้ผลดี ไม่ต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ


เลือกยาคุมยังไงให้เข้ากับคุณที่สุด

ไม่ต้องยืนงงในดงยาคุมอีกต่อไป สำหรับยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่เป็นไอเท็มคู่กายของสาวๆ ยุคนี้ ไม่ได้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อย่างเดียว ยาคุมยังมีประโยชน์อีกมากมาย ช่วยให้สาวๆ อย่างเราได้สวยเป๊ะยิ่งขึ้น เช่น ลดสิว, อัพไซส์หน้าอก, ผิวเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี วันนี้ไบโอฟาร์มเอาวิธีการเลือกยาคุมให้เหมาะกับคุณสาวๆ มาฝาก รับรองว่าไปซื้อคราวหน้าคุยกับเภสัชรู้เรื่อง เลือกยาคุมได้ตรงตามความต้องการเลยค่ะ

ยาคุมแบบไหน เหมาะกับคุณ

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ แบบฮอร์โมนรวม ซึ่งแต่ละตัวก็มีตัวยาที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเราควรเลือกให้เหมาะกับจุดประสงค์ที่ต้องการ และเข้ากับร่างกายของคุณด้วยมากที่สุด มาดูกันว่าเลือกยังไง

ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ และช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ

สาวๆ ส่วนใหญ่ก็คงกินยาคุมเพื่อไม่ให้ท้องนี่แหละ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เลือกใช้ยาคุมที่มี Ethinyl Estradiol ต่ำๆ ก่อน เช่น 0.02 มิลลิกรัม เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่นคลื่นไส้ อาเจียน อ้วนบวมน้ำ หรือเป็นฝ้า และยังสามารถทานติดต่อกันได้นานอย่างปลอดภัย แต่สมัยนี้มีการพัฒนาสูตรยาคุมกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้มีผลพลอยได้ที่ทำให้สาวๆ แฮปปี้ยิ่งขึ้น เพราะประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอ รอบเดือนตรงเป๊ะ สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ หันมาใช้วิธีกินยาคุมกันมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ก่อนอื่นเราควรสำรวจตัวเองก่อนว่าฮอร์โมนของเราเป็นยังไง จากแค่การสังเกตรอบเดือนของเรา ไม่ควรเลือกตามเพื่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน และอาจทำให้มีผลข้างเคียงตามมา

1) สำหรับคนที่ประจำเดือนมามาก หรือมีรูปร่างท้วม
ถ้าคุณมีประจำเดือนปริมาณมาก มานานถึง 7-10 วัน (หรือมากกว่านั้น) และรอบเดือนสั้นกว่า 28 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และโปรเจสตินที่มีฤทธิ์ต่อต้านเอสโตรเจน

2) ประจำเดือนมาเป็นปกติ หรือรูปร่างพอดี
สำหรับสาวที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอ แต่ละครั้งมาในปริมาณไม่มาก ไม่น้อย มาตามรอบเดือน 28 วันเป๊ะ ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนและโปรเจสตินต่ำ นั่นคือ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และ Desogestrel ไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัม

3) กลุ่มผู้หญิงที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย ประจำเดือนมาน้อย รอบเดือนยาว
ในตลาดยาคุมกำเนิด ก็มีตัวยาที่จะช่วยลดสิวฮอร์โมน อัพหน้าอกให้อึ๋ม ผิวเปล่งปลั่งเช่นกันค่ะ สำหรับสาวๆ ที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย มีหน้าอกเล็ก เป็นสิว ขนดก ประจำเดือนมาน้อยกว่า 4 วัน และรอบเดือนยาว 30 วัน และรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาผิวเยอะ ทั้งหน้ามัน เป็นสิวฮอร์โมน แถมหน้าอกก็แบนอีก ไม่มีความเป็นผู้หญิงซะเลย การกินยาคุมช่วยได้ค่ะ เป็นวิธีเดียวกับที่สาวประเภทสองใช้ เพื่อปรับฮอร์โมนให้ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น สามารถใช้ยาคุมแบบเดียวกับสาวที่มีประจำเดือนน้อยได้เลย คือ มี Cyproterone acetate ช่วยลดแอนโดรเจน ฮอร์โมนเพศชายที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น สาเหตุในการเกิดสิว และ Ethinyl estradiol เอสโตรเจน ฮอร์โมนเพศหญิงที่มีในยาคุมอยู่แล้ว ช่วยกระตุ้นให้หน้าอกใหญ่ขึ้น สะโพกผายมากขึ้น ในบางคนอาจผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วยนะ

4) สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ
สาวๆ กลุ่มนี้คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการมีประจำเดือน เพราะนานๆ ทีจะมา ระยะเวลาไม่เกิน 4 วัน แถมยังมีปริมาณน้อยอีก และรอบเดือนจะยาวกว่า 30 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ที่มีตัวยาในการลดแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายที่มีมากเกินไป ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล นั่นคือ Cyproterone acetate

รับมือกับอาการข้างเคียงยังไงดี

การเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะกับร่างกายของสาวๆ จะช่วยลดอาการเคียงให้น้อยลง แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงอยู่ เราก็มีวิธีแก้มาให้ค่ะ

- คลื่นไส้ อาเจียน : มักเป็นในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เริ่มกิน ควรกินต่อไปอีกสักระยะ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และถ้ามีอาเจียน แนะนำให้กินยาก่อนนอน
- เลือดออกกระปริกระปรอย : สาวๆ ที่เพิ่งเริ่มกิน มักมีอาการนี้ เแก้ด้วยการกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน หากยังไม่หายหรือมีเลือดออกมาก ควรเพื่อรีบไปปรึกษาแพทย์
- ปวดหัว : แนะนำให้หยุดยา 1-2 เดือน ถ้าอาการปวดหัวหายไป ให้ลองกลับมากินใหม่ ถ้ายังปวดหัวอยู่ แปลว่าการปวดหัวเกิดจากการที่กินยาคุม อาจต้องเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด หรือเปลี่ยนชนิดของยาคุม
- ประจำเดือนขาด : เกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรสังเกตให้ดีว่าในกรณีของคุณ เกิดจากสาเหตุอะไร เช่น การตั้งครรภ์, ความเครียด, การใช้ยา โดยถ้าสังเกตจนแน่ใจแล้วว่าเกิดจากยาคุม ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเปลี่ยนชนิดของยาคุม

หากมีผลข้างเคียงมาก อาจเป็นเพราะชนิดของยาคุมกำเนิดคุณที่เลือก อาจยังไม่เหมาะกับฮอร์โมนในร่างกายของคุณ ทุกครั้งที่เลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรสังเกตร่างกายตัวเอง และปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยค่ะ และควรไปตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็คสุขภาพที่ดีของเรานะคะ