สารอาหาร

5 วิตามิน เพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ

 ทำงานมาทั้งวัน

ดูแลตัวเองกันหน่อยมั้ย ?? 

 

เพราะเราเข้าใจดีว่าการทำงานทั้งวันอาจทำให้คุณเหนื่อยล้า วันนี้เรามี 5 สิ่งดีๆมาแนะนำเพื่อเพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ มีสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน ด้วย 5 วิตามินที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก บำรุงสายตา บำรุงผิว อย่าลืมว่า... "ใช้งานมาก ก็ยิ่งต้องดูแลมาก" นะคะ

 

น้ำมันปลา

1. คิดงานผ่านฉลุย เมื่อสมองดีด้วย "น้ำมันปลา"

น้ำมันปลา หรือ Fish Oil อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acids) ซึ่งเป็น "ไขมันดีที่ต่อร่างกาย" ซึ่งแตกต่างไปจากไขมันในเนื้อสัตว์อื่นๆ โดยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญที่สุดที่อยู่ในน้ำมันปลา คือกรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid: EPA) หรือกรดไขมันอีพีเอ และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid: DHA) หรือกรดไขมันดีเอชเอ ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดโอเมก้า-3 ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น

เราสามารถพบกรดไขมันโอเมก้า-3ได้ในเนื้อปลาชนิดต่างๆ โดยมีปริมาณต่างกันดังนี้ (เทียบจากเนื้อปลาปริมาณเท่ากัน 150 กรัม)

  • ปลาซาร์ดีนบรรจุกระป๋อง: 1,500 มิลลิกรัม
  • ปลาแซลมอนกระป๋อง: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • หอยแมลงภู่: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • แซลมอนแอตแลนติกหรือออสเตรเลีย: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาแมกเตอเรล: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาซาร์ดีนสด: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่ากระป๋อง: 300-500 มิลลิกรัม
  • ปลากะพง: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่า: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลากระพงขาว: 200-300 มิลลิกรัม
  • ปลาตาเดียว: 200-300 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

  • มีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบสมอง
  • ช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ มีส่วนช่วยลดอาการภาวะเกี่ยวกับหัวใจและเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล และความดันโลหิต
  • ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และการอุดตันของหลอดเลือดแดง
  • มีส่วนช่วยในการลดปัญหาเกี่ยวกับไตมากมาย เช่น โรคไต ไตล้มเหลว และภาวะแทรกซ้อนที่ไตที่เกี่ยวกับเบาหวาน ตับแข็ง
  • บรรเทาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากเชื้อเอชโพโลไร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันปลาชนิดไร้กลิ่นคาว

CoQ10 ยี่ห้อไหนดี

2. สุขภาพดีไม่มีห่วง เมื่อหัวใจแข็งแรง ด้วย "โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน"

โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเพื่อเป็นตัวร่วมในการสร้างพลังงานภายในไมโตครอนเดรีย หรือพูดง่าบๆก็คือ "เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆในร่างกาย" พบมากในเซลล์หรืออวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น หัวใจ ไต ปอด ตับ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิด เช่น ไทโรซีน ฟีนิลอะลานีน และวิตามินกว่า 7 ชนิดในการสร้างมันขึ้นมา

ซึ่งโคคิวเท็นนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) และ ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10)

  • ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) คือ รูปแบบที่ยังไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form) เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ต้องรอการเปลี่ยนแปลงฟอร์มก่อนถึงจะนำไปใช้ได้
  • ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10) คือ รูปแบบที่พร้อมใช้งาน จัดเป็นรูปแบบหลักของ CoQ10 ที่ร่างกายต้องกาย โดยส่วนมากจะพบในคนที่มีอายุน้อยและสุขภาพดี ถ้าเป็นการรับประทานเข้าไป ก็จะสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที

โดยปกติแล้ว โคคิวเท็น จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่นอกจากเรื่องอายุแล้วยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของโคคิวเท็น ได้แก่

  • กระบวนการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น
  • ภาวะความเครียด
  • การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอ
  • ความสามารถในการดูดซึมของร่างกายลดลง
  • โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ
  • การรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลทำให้โคคิวเท็นในร่างกายลดลง รวมไปถึงการเกิดความเครียดด้วย ดังนั้น สำหรับชาวออฟฟิศที่มักมีภาวะเครียด ควรต้องเสริม วิตามิน ให้เพียงพอต่อร่างกายไว้

ประโยชน์ของโคคิวเท็น

  • ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ ช่วยให้เซลล์ต่างๆทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปกป้องเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัย
  • ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งกระจ่างใส
  • บรรเทาอาการอักเสบของเหงือก ต่อต้านแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดปัญหาของโรคเหงือก
  • ลดผลกระทบที่มาจากการรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน

 

แคลเซียม

3. กิจกรรมไหนก็พร้อม เมื่อกระดูกแข็งแรง ด้วย "แคลเซียมผสมโบรอน และ วิตามิน ดี3"

แน่นอนว่ากระดูกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา สำหรับชาวออฟฟิศที่ทำกิจกรรมหรือแม้แต่นั่งทำงานอยู่กับที่นานๆก็ควรดูแลกระดูกไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะภัยเงียบจาก "โรคกระดูกพรุน" อาจแสดงอาการเมื่อายุเริ่มมากขึ้น

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่โครงสร้างของกระดูกมีความผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูก

ปัจจัยที่ส่งผลให้กระดูกบาง ได้แก่

  • ฮอร์โมน : เอสโตรเจนมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม
  • อาหาร : ขาดการอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินสูง
  • เพศ : เพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชาย
  • ขนาดรูปร่าง : มีผลต่อการสึกกร่อนของกระดูก
  • พันธุกรรม : ประวัติครอบครัว ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรค
  • อายุ : อายุยิ่งมาก กระดูกยิ่งบาง
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต : ดื่มกาแฟ เหล้า สูบบุหรี่ ออกกำลังกายน้อย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเสี่ยงแบบนี้ อย่าลืมหันมาใส่ใจโดยการหา วิตามิน เสริม เพื่อดูแลกระดูกอย่างแคลเซียม โบรอน และวิตามินดี

ประโยชน์ของแคลเซียม

  • เป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างกระดูกและฟัน
  • มีความจำเป็นต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  • มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท เยื่อหุ้มเซลล์ และการนำสารอาหารผ่านผนังหลอดเลือด
  • มีความสำคัญต่อกระบวนการของอวัยวะต่างๆ
  • เป็นตัวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปฏิกิริยาของเอนไซม์หลายๆชนิด

 

วิตามินบำรุงสายตา

4. จ้องคอมนานก็ไม่หวั่น เมื่อสายตาดี ด้วย "ลูทีน ผสมแอสตาแซนธีน และ วิตามิน อี"

ชาวออฟฟิศสมัยนี้คงหลีกเลี่ยงการใช้สายตาตลอดทั้งวันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ หรือแม้แต่ช่วงเวลาพักผ่อนที่มักจะใช้สมาร์ทโฟนกันอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าพฤติกรรมพวกนี้ส่งผลเสียต่อดวงตาแน่นอน เพราะเป็นการใช้สายตาหนัก ยิ่งเจอแสงสีฟ้าที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ตาล้าได้ง่าย พวกเราจึงควรมี วิตามิน เสริม เข้ามาเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพดวงตากันสักหน่อย

โดยวิตามินที่สามารถช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้นั้นมีหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากมีสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ

  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบในดอกดาวเรือง คะน้า ผักกาดและพืชอีกหลายชนิด เราจะพบสารนี้ได้มากในบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา
  • แอสตาแซนธีน (Astaxanthin) เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ฮีมาโตคอกคัส พลูเวียลิส มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะหรือแตกง่าย ช่วยในการมองเห็นในที่มืด ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่รู้จักกันดี และยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงสายตา

 

วิตามิน

5. ใส่ชุดไหนก็มั่นใจ เมื่อผิวดี ด้วย "คอลลาเจน"

เป็นที่รู้จักกันมานานสำหรับ "คอลลาเจน" ที่ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงผิวสวย แต่ความจริงแล้วคอลลาเจนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในส่วนอื่นๆอีกมากนะคะ

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งพบได้ทั่วร่างกาย โดย 70% พบที่ผิวหนัง คอลลาเจนทำหน้าที่ในการประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โดยจะอยู่ในรูปของไฟเบอร์ นอกจากผิวหนังแล้ว คอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบของกระดูก ฟัน เส้นเอ็น กระดูกอ่อนอีกด้วย

ประโยชน์ของคอลลาเจน

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง
  • ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชิ้นมากขึ้น
  • มีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอย
  • คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว
  • เป็นองค์ประกอบของกระดูกอ่อน
  • มีส่วนช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาเจน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 

 


PM 2.5 ที่ทำให้การหายใจ อันตรายกว่าที่คิด

ปัญหามลพิษทางอากาศ​มักพบในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น และมีประชากรอาศัยอยู่อย่างแออัด ซึ่งสารมลพิษทางอากาศมี 6 ชนิด ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ก๊าซโอโซน, PM 10 และ PM 2.5 ที่ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินคำว่า PM 2.5 กันอยู่บ่อยๆ

ซึ่ง PM 2.5 ก็คือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ฟุ้งกระจายเป็นบริเวณกว้าง และสามารถอยู่ในอากาศได้นาน เมื่อเข้าสู่ทางเดินหายใจแล้ว อาจก่อให้เกิดโรคหรือความผิดปกติของร่ายกายได้ เพราะอนุภาคของ PM 2.5 เล็ก จึงสามารถเข้าไปสู่เนื้อเยื่อปอดและทางเดินหายใจส่วนล่าง และกำจัดออกจากร่างกายได้ยากขึ้น และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งอีกด้วย

โดย PM 2.5 มีสาเหตุจากการเผาในที่โล่ง อุตสาหกรรมการผลิต ควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด PM 2.5 ในบรรยากาศคือการเผาไหม้โดยไม่สมบูรณ์ ซึ่งความหนาแน่นของฝุ่น PM 2.5 ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความแออัดของแหล่งกำเนิดฝุ่น อุณหภูมิและความชื้นของบรรยากาศก็มีผลด้วยเช่นกัน
เมื่อ PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายแล้ว อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้จะสะสมอยู่ในปอด และแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยระบบไหลเวียนโลหิต ที่เมื่อเข้าสู่เซลล์แล้วจะปล่อยสารพิษที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพหลายประการ PM 2.5 จึงทำให้อวัยวะอื่นๆ เกิดความผิดปกติ และเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ทางเดินหายใจอุดกั้น และการติดเชื้อในระบบหายใจ กำเริบรุนแรงขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้การทำงานของระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดถูกทำลาย ทำให้แรงดันในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น การไหลเวียนของเลือดถูกรบกวน การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดแดงแข็ง และเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด อีกทั้งยังทำให้การทำงานของสมองผิดปกติอีกด้วย

ในส่วนของผู้ที่ตั้งครรภ์การสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ก็ทำให้มีผลต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกคลอดต่ำกว่าปกติ และการเสียชีวิตของทารกแรกคลอด และยังส่งผลต่อเนื่องจนทารกเติบโตขึ้น เพราะอาจจะมีโอกาสพบโรคภูมิแพ้ต่างๆ เช่น โรคหืด โรคผิวหนังภูมิแพ้ โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไวต่อการติดเชื้อในระบบหายใจมากขึ้น และระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

จะเห็นได้ว่าฝุ่น PM 2.5 มีอันตรายต่อสุขภาพกับผู้ที่สัมผัสทุกช่วงวัย จึงควรติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 โดยการลดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น พื้นที่ใกล้อุตสาหกรรม และสวมหน้ากากอนามัยชนิดที่สามารถป้องกันอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมโครเมตรขึ้นไปอย่างน้อยร้อยละ 95 เช่น หน้ากาก N95

อ้างอิงจาก “บทบาทของเภสัชกรชุมชนต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5" โดย ภก. กิติยศ ยศสมบัติ อาจารย์พิเศษคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวารสารสมาคมเภสัชกรรมชุมชน


วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

เป็นที่ยอมรับและทราบกันในวงกว้างว่า “วิตามิน C” เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เราแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

- เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ช่วยส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ส่งเสริมการทำงานของสารแอนติบอดี้ในร่างกาย เพื่อตรวจจับและทำลายเชื้อโรคต่างๆ
- ปกป้องอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ทำร้ายเซลล์หรือก่อให้เกิดโรค
- ช่วยให้อาการของหวัดหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาลง
- สร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวหนังชั้นใน (Dermis) ของร่างกายมีเซลล์ที่เรียกว่า Fibroblast อยู่ เซลล์นี้จะทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับขึ้น
- จะช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้เพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน
- ปกป้องอนุมูลอิสระจากรังสี UV จากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่เร่งการผลิตอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวดำให้เร็วขึ้น ทำให้ผิวเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า วิตามินซีจะเป็นสารอาหารในลำดับต้น ๆ ที่เข้าปกป้องผิว และทำลายอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นโดย รังสี UV

ซึ่งวิตามินซีในท้องตลาด มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือวิตามินซีธรรมชาติ และวิตามินซีสังเคราะห์ การที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มที่ ควรรับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์ดังนี้

1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่วิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติ จะไม่ทำลายสารเคลือบฟัน ไม่กัดฟัน ไม่ทำให้ฟันผุง่าย
4. วิตามินซีธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
5. วิตามินซีธรรมชาติมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างโปรตีนคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย เพิ่มภูมิคุ้มกันลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดต้านทานอาการภูมิแพ้ อักเสบ ติดเชื้อ บรรเทาความดันโลหิตสูงและต้อกระจกได้

บุคคลใดบ้างที่ควรได้รับวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป?
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่สัมผัสควันจากบุหรี่เป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ
- ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ
- ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรังเช่น มะเร็ง หรือเอดส์

ทั้งนี้ การทานอาหารเสริม ควรทานคู่ไปกับสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ


4 สารอาหารที่ดวงตาต้องการ

4 สารอาหาร ต่อต้านภัยร้ายคุกคามดวงตา

เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ดวงตา เราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าเพียงแค่ วิตามินเอ ไบโอฟาร์มจึงขอรวบรวมสารอาหารอีก 4 ชนิดที่มีความสำคัญต่อการบำรุงดวงตา มาให้ได้อ่านกัน

แอสต้าแซนธิน

ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหูกันเท่าไรนัก แต่สารอาหารชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยจะพบได้มากในสาหร่ายสีแดง และอาหารที่มีสีส้ม แดง หรือเหลือง อย่างเช่น แครอท ฟักทอง รวมถึงสัตว์ทะเลอย่าง ปลาแซลมอน และเปลือกกุ้ง เปลือกปู

แอสต้าแซนธิน คือสารอาหารที่จำเป็นอย่างย่ิงสำหรับผู้ที่ต้องใช้สายตามาก ทำงานกับคอมพิวเตอร์ จ้องจอทั้งวัน พ่วงตามมาด้วยอาการตาล้า โดยแอสต้าแซนธินจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยที่จอตา และช่วยลดอาการเมื่อยล้า ที่เกิดจากการจ้องจอเป็นเวลานาน

อีกหนึ่งสรรพคุณโดดเดนของแอสต้าแซนธินที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย คือการเป็น Super Antioxidant คือสามารถป้องกันเซลล์อนุมูลอิสระได้ทั้งในส่วนที่เป็นน้ำ และไขมัน ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับวิตามินซี หากแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซี ถึง 6,000 เท่า นอกจากปกป้องรักษาดวงตาแล้ว แอนต้าแซนทีนยังช่วยกระตุ้นความจำ เพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของร่างกาย และยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วย

วิตามินอี

วิตามินอี ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดต้อกระจก ลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% และเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตาเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมไปถึงในดวงตาอีกด้วย ประโยชน์โดยตรงของวิตามินอี ที่มีต่อดวงตา คือช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดต้อกระจก รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ดวงตา หากใครที่เริ่มเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในช่วงต้น วิตามินอียังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% ได้อีกด้วย เราสามารถพบวิตามินอีได้ในถั่วอัลมอนด์ บร็อกโคลี ผักโขม เป็นต้น

บิลเบอร์รี่สกัด

บิลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงรักษาดวงตา และการมองเห็น พร้อมไปด้วยสารอาหารอีกนับไม่ถ้วน

บิลเบอร์รี่มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันและรักษาอาการตาบอดกลางคืน ใครที่ต้องใช้สายตานานๆ จนเกิดอาการตาแห้ง เมื่อยล้า บิลเบอร์รี่ก็สามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน ที่สำคัญคือบิลเบอร์รี่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้สามารถป้องกันอาการเสื่อมของดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการต้อ ทั้งต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ รวมถึงอาการตาเสื่อมในผู้งอายุอีกด้วย บิลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ปลูกขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเท่านั้น แต่ด้วยสรรพคุณที่มีความโดดเด่น อีกทั้งยังปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียง จึงมักจะถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม กลายเป็นอีกหนึ่งหนของการดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการถนอมดวงตา ที่ประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ลูทีน

ในดวงตาของเรามีโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่า “ลูทีน” อยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณจุดของดวงตาที่แสงสว่างและรูปภาพจะมาตกพอดี โดยจะฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เรียกได้ว่าจุดนี้ เป็นจุดสำคัญในการรับภาพเลยทีเดียว

หน้าที่สำคัญของลูทีน คือการกรองแสงสีฟ้า ที่มีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา ทั้งในแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากต่อการหลีกเลี่ยง ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อจอประสาทตาเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนอายุที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้จอประสาทตา และเรตินาเสื่อม นำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ลูทีนมีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา

ถึงแม้ว่าดวงตาของเราจะมีลูทีนเคลือบที่เรตินาอยู่แล้ว แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนขึ้นมาเพิ่มเองได้ใหม่ การรับประทานอาหารที่มีลูทีน จึงเป็นส่ิงที่เราสามารถทำได้เพื่อรับสารอาหารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย โดยสามารถหาได้จากผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข้ม

วิถีชีวิตในยุคนี้ทำให้เราหลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายดวงตาไม่ได้เลย แสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตามีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่จะคอยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตาลดลง สิ่งที่เราทำได้เพื่อให้ดวงตาแข็งแรงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน คือการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และการบำรุงให้แก่ดวงตาของเรา ผ่านการเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในรูปแบบของอาหารที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเกิดทางเลือกให้เราได้เลือกรับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย และประหยัดเวลาได้มากกว่าที่เคย นั่นก็คือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”


Zinc สิ่งที่ขาดไม่ได้ สารอาหารที่ร่างกายต้องการ

เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าใน 1 วัน ร่างกายของเราได้รับสารอาหารตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า? แต่ละช่วงวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไร จะน้อย หรือจะมาก เราก็ควรจะดูแลสุขภาพให้ดี หนึ่งในสารอาหารสำคัญสำหรับคนทุกเพศทุกวัยก็คือ ซิงก์ (ธาตุสังกะสี)

ซิงก์เป็นสารอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงาน แต่มีหน้าที่สำคัญในการกำกับควบคุมกระบวนการทำงานของร่างกาย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถพบซิงก์ได้ในเกือบจะทุกเซลล์ของร่างกาย เพราะซิงก์มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่างๆ มากกว่า 300 ชนิด ดังนั้นแล้ว ซิงก์ จึงมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

ร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์สารอาหารชนิดนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทาน แต่อะไรที่มากไป หรือน้อยไปก็มักไม่ดีนัก ถึงแม้ว่าซิงก์จะมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วน เราก็ควรจะเลือกรับในปริมาณที่เหมาะสม และสอดคล้องกับช่วงวัยของเรา เพื่อที่จะให้ร่างกายเกิดความสมดุล

ปริมาณซิงก์ที่เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละช่วงวัย

อายุน้อยกว่า 1 ปี               3 – 5        มิลลิกรัม/วัน
อายุ 1 –10 ปี                   10          มิลลิกรัม/วัน
อายุ 11 ปีขึ้นไป                 15          มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะตั้งครรภ์        20 – 25     มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะให้นมบุตร     25 – 30     มิลลิกรัม/วัน

“ซิงก์” แร่ธาตุสารพัดประโยชน์
ซิงก์ไม่ได้แค่ป้องกันโรคใดโรคหนึ่ง หรือเป็นประโยชน์ต่อเพียงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ประโยชน์ของซิงก์นั้นมีหลากหลาย ต่อคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง หรือผู้ชาย นอกเหนือจากการช่วยป้องกันโรค ยังช่วยเสริมในเรื่องของความงามอีกด้วย

ประโยชน์ในเด็ก
-กระตุ้นการเจริญเติบโต ในช่วงทารก จนถึงช่วงวัยรุ่น

ประโยชน์ในเพศชาย
-รักษา และป้องกันการเป็นหมัน
-ป้องกันต่อมลูกหมากโต ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

ประโยชน์ในเพศหญิง
-ป้องกันมะเร็งเต้านม
-ช่วยป้องกันปัญหาระดูผิดปกติ บรรเทาอาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูกก่อนมีประจำเดือน

ประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย
-เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกาย: ลดระยะเวลาการเจ็บป่วย และบรรเทาอาการหวัด ทั้งยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
-กระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว
-มีความจำเป็นต่อการสร้าง DNA
-ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวหนัง ที่เกิดจากผิวไหม้แดด แผลพุพอง และโรคเหงือกบางชนิด
-รักษาสิว
-บำรุงสุขภาพเส้นผม ลดทุกปัญหาของเส้นผม รวมถึงผมหงอกก่อนวัยอันควร
-ปกป้องระบบประสาท

อาหารชนิดใด ที่ให้ซิงก์กับร่างกาย?
ซิงก์มีประโยชน์มากมาย แต่อาหารชนิดไหนที่จะเป็นแหล่งสารอาหารที่เรียกว่า “ซิงก์” กันล่ะ
- อาหารกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ นม เนย ปู กุ้ง ไข่
หอยนางรม
พืชผัก เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดพืช วุ้นเส้นไม่ฟอกขาว งา มันฝรั่ง ผักใบเขียวต่างๆ
ผลไม้ เช่น มะม่วง สับปะรด แอปเปิ้ล
จะเกิดอะไรหากร่างกายไม่ได้รับซิงก์ในปริมาณที่เหมาะสม?
ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าซิงก์เป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะพอดี แล้วถ้าหากร่างกายได้รับซิงก์ในปริมาณที่มากไป หรือน้อยไปล่ะ จะส่งผลกระทบอย่างไร?

กรณีที่ได้รับซิงก์มากเกินไป
-มากเกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน: ส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด
-มากเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน: เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ เกร็งบริเวณกล้ามเนื้อท้อง และเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร
-มากเกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน: หากเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน สังกะสีจะเข้าไปลดการดูดซึมทองแดงและธาตุเหล็ก ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง

กรณีที่ได้รับซิงก์น้อยเกินไป
ร่างกายจะแสดงออกมาด้วยอาการทางผิวหนัง นั่นคือ
-ขนตามร่างกายร่วง ผิวหนังเป็นรอยเขียวฟกช้ำได้ง่าย
-แผลเรื้อรังไม่ยอมหายสักที มีการอักเสบระคายเคืองที่ผิวหนัง
-ผิวแห้งลอกไม่มีความชุ่มชื้น ผิวหยาบกร้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อพับ
-ประสาทการรับรสเริ่มด้อยประสิทธิภาพ
-แผลหายช้า
-สำหรับหญิงที่ให้นมบุตร การขาดธาตุสังกะสีจะส่งผลไปถึงการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของลูกน้อย
รู้กันอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมเลือกทานสิ่งดีๆ อาหารที่มีประโยชน์ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี การรับสิ่งดีๆ เพื่อร่างกายของเราเอง ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ


สังกะสี

จำเป็นต่อการทำงานของเอนไซม์และควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและซ่อมแซมสายดีเอ็นเอ และช่วยควบคุมระดับฮอร์โมน อาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีมากได้แก่ หอยนางรม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล จมูกถั่วเหลือง ตับ ไข่ บริวเวอร์ยีสต์

หน้าที่ของซิงค์

  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ ผมและเล็บ
  • ช่วงเร่งให้แผลหายเร็ว
  • เพิ่มสมรรถภาพทางเพศและการมีบุตร
  • ส่งเสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก
  • จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
  • ช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัด
  • ช่วยคงสภาพระบบภูมิคุ้มกัน
  • ประโยชน์จากซิงค์ (แร่ธาตุสังกะสี)

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่าแร่ธาตุสังกะสีช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดที–เซลล์ (T-Cell) สำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย บรรเทาอาการหวัด

จากการศึกษาพบว่า คนไข้ที่ได้รับยาอมที่มีแร่ธาตุสังกะสีเป็นส่วนผสม สามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ไม่ได้รับ

  1. รักษาสิว
    ซิงค์มีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนมากกว่า 200 ชนิดในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล รวมถึงฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว ซึ่งซิงค์จะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการรักษาสมดุลของการผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า ด้วยคุณสมบัติของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและภูมิคุ้มกันของซิงค์จึงสามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
  2. ผู้ที่ต้องการมีบุตรและสุขภาพต่อมลูกหมาก
    ซิงค์จำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮอร์โมสเทสโทสเตอโรน ซึ่งจะไปมีผลต่ออารมณ์ทางเพศ การเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของสเปิร์ม ดังนั้นซิงค์จึงจัดว่าเป็นแร่ธาตุที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการต่อมลูกหมากโต เมื่อได้รับแร่ธาตุซิงค์จะพบว่ามีขนาดของต่อมลูกหมากลดลง
  3. การสมานแผล
    ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในการทำหน้าที่สมานแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลบริเวณผิวด้านนอก หรือแผลภายในเช่นที่ผิวหนังหรือที่กระเพาะอาหาร จากการทดลองพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับแผลในกระเพาะอาหารเมื่อได้รับแร่ธาตุซิงค์เสริมแผลจะหายเร็วกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ
  4. อาการเมื่อขาด: ติดเชื้อได้ง่าย, แผลหายช้า, ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว หรือเป็นโรคสะเก็ดเงิน, เล็บเป็นจุดขาว, เบื่ออาหาร, เล็บและผมยาวช้า
  5. ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 15-45 มิลลิกรัม
  6. ข้อควรระวัง: หากรับประทานสังกะสีทุกวันในขนาดมากกว่า 50 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลานาน อาจจะรบกวนการดูดซึมของเกลือแร่บางชนิดได้แก่ เหล็กและทองแดง

ซิลิเนียม

มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำงานร่วมกับวิตามินอี หากได้รับพร้อมกันจะมีประสิทธิภาพสูงในการขจัดอนุมูลอิสระ และยังจำเป็นสำหรับกระบวนการเมตาบอลิซึม ช่วยให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังพบในอสุจิ ซึ่งหากขาดอาจมีผลทำให้เพศชายเป็นหมันได้ แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน ขนมปังโฮลวีท ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ ขนมปังโฮลวีท

หน้าที่ของซิลิเนียม

  • ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
  • เป็นองค์ประกอบของตัวอสุจิ
  • ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

อาการเมื่อขาด : ติดเชื้อได้ง่าย, ความดันโลหิตสูง, ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีจุด, เป็นหมันในเพศชาย, ต้อกระจก, เป็นรังแค

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 70 ไมโครกรัม

ข้อควรระวัง

การใช้เกินปริมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวันต้องอยู่ภายใต้ความดูแลจากแพทย์ นอกจากนี้หากรับประทานในปริมาณที่สูงมากอาจทำให้เกิดอันตรายได้ รวมทั้งลมหายใจอาจมีกลิ่นคล้ายกระเทียม


แมกนีเซียม

จำเป็นต่อกระบวนการต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต หากขาดเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลต่อทุกส่วนในร่างกาย แมกนีเซียมจะถูกสะสมไว้ในเนื้อเยื่อของร่างกายทุกส่วน และมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและบำรุงรักษากระดูกและฟันให้แข็งแรง แหล่งอาหารที่พบแมกนีเซียมได้แก่ เมล็ดทานตะวัน รำข้าว ไข่ นม ถั่ว และธัญพืชชนิดต่าง ๆ

หน้าที่ของแมกนีเซียม

  • จำเป็นสำหรับกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ได้พลังงาน
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • บรรเทาอาการปวดไมเกรน
  • ช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรง
  • ป้องกันการหัวใจวายเฉียบพลัน
  • ป้องกันตะคริวและกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  • ช่วยให้ฟันและกระดูกแข็งแรง
  • ลดภาวะซึมเศร้า

อาการเมื่อขาด
เครียดและหงุดหงิดง่าย, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ป้องกันตะคริว กล้ามเนื้อหดเกร็งหรือกระตุก, นอนไม่หลับ, อ่อนเพลีย, ซึมเศร้า

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 350 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง
เมื่อได้รับในปริมาณเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นอันตรายได้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับไต


แมงกานีส

ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง และมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้แมงกานีสยังจำเป็นสำหรับการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอนไซม์ซุปเปอร์ ออกไซด์ ดิสมิวเทส (Super Oxide Dismutase (SOD)) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยในการทำลายอนุมูลอิสระ แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ชา ขนมปังโฮลวีท อัลมอนด์ ถั่วเหลือง ข้าวกล้อง

หน้าที่ของแมกนีเซียม

  • จำเป็นต่อการทำงานของสมอง
  • เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ช่วยให้แผลหายเร็ว
  • จำเป็นสำหรับการมีบุตรในสตรี เกี่ยวข้องกับการผลิตฮอร์โมนเพศ

อาการเมื่อขาด : ความจำไม่ดี, ผิวหนังเป็นผื่น, กล้ามเนื้อกระตุก, ปวดข้อต่อ, เวียนศีระษะ

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 3.5 มิลลิกรัม


เหล็ก

เป็นแร่ธาตุอีกชนิดที่จำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮีโมโกบิล ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เลือดมีสีแดง ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีเพียงแค่ร้อยละ 8 ของธาตุเหล็กที่รับประทานเข้าไป ที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ ในผู้หญิงจะมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดแร่ธาตุเหล็ก เนื่องจากต้องสูญเสียเลือดเมื่อมีประจำเดือน แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ตับ ไข่แดง หอยนางรม เนื้อหมูและเนื้อวัว ถั่วชนิดต่าง ๆ ผลไม้แห้ง และธัญพืช

หน้าที่ของเหล็ก

  • มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต
  • เสริมพลกำลังและลดอาการอ่อนเพลีย
  • จำเป็นต่อระบบโลหิต ป้องกันภาวะโลหิตจาง
  • จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญของวิตามินบี
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ

อาการเมื่อขาด : สีผิวซีด, เล็บมีสีขาวและแตกหักง่าย, เหนื่อยง่าย, นอนไม่หลับ, เบื่ออาหาร, คันตามร่างกาย, เจ็บป่วยง่าย

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 15 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง
การได้รับธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปแบบเฟอร์รัส ซัลเฟตในปริมาณที่สูง อาจมีอาการท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อย นอกจากนี้การรับประทานธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงและติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเป็นอันตรายได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ส่วนในผู้ใหญ่อาจทำให้แก่เร็ว และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม: สำหรับผู้ที่ประจำเดือนมามาก ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ หรืออยู่ในช่วงของการควบคุมอาหาร อาจจะต้องรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ