Krill Oil โฉมใหม่พร้อมจำหน่ายแล้ว


ไบโอฟาร์ม เปิดตัว Odorless Krill Oil 500 mg โฉมใหม่ พร้อมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Packaging ใหม่ พร้อมจำหน่ายสำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพ สามารถดูรายละเอียดสินค้า Packaging ใหม่ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ จากไบโอฟาร์มได้ที่ Biopharmshop.com

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Packaging ใหม่ จากไบโอฟาร์ม






ไบโอฟาร์มฯ มุ่งวิจัยสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก

คุณวีระพัฒน์ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด และ นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต (ซ้าย) อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงนามความร่วมมือ (MOU) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสารสกัดสมุนไพรต้นแบบครบวงจร สร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทย ตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยโกอินเตอร์ไปสู่การเป็น “เวิล์ด เฮิร์บ ฮับ” รวมทั้งวางแผนจัดตั้งโรงงานอาหารเสริมทางการแพทย์ตามมาตรฐาน GMP ด้วย

ความร่วมมือในครั้งนี้ มีขึ้น ณ เวทีกลาง งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพคเมืองทองธานี เพื่อมุ่งวิจัยยา สารสกัดสมุนไพร และอาหารทางการแพทย์ โดยบริษัท ไบโอฟาร์มฯ ให้การสนับสนุนในเรื่ององค์ความรู้ บุคลากร และให้ความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากสมุนไพร ตลอดจนอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการวิจัยและพัฒนา และช่วยในเรื่องการบริหารจัดการด้านการส่งเสริมการตลาดของยาแผนไทยในรูปแบบสารสกัดในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
รวมทั้งจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่ดีในการผลิตเชิงพาณิชย์ และรับผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรในระดับคุณภาพตามมาตรฐาน GMP เช่นเดียวกับแผนงานในอนาคตที่จะเน้นการวิจัยและบริหารจัดการด้านการตลาด วางแผนจัดตั้งโรงงานอาหารเสริมทางการแพทย์ตามมาตรฐาน GMP ด้วย



ใหม่ “Vio Bio ACEROLA 1000” ทางเลือกใหม่ของวิตามินซี

บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ แนะนำ​ผลิตภัณฑ์​เสริมอาหารใหม่ “วีโอ ไบโอ อะเซโรล่า 1000” หรือ Vio Bio ACEROLA 1000 วิตามินซี ในรูปแบบธรรมชาติ ที่ได้จาก “ผลอะเซโรล่า เชอร์รี่” ผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงกว่าส้ม 30-60 เท่า และยังอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิดอาทิ วิตามินเอ , วิตามินบี2 , วิตามินบี3 ,ทองแดง, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงยังมีสารในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูดซึมของวิตามินซีให้ดียิ่งขึ้น พร้อมจุดขายที่สำคัญคือ การเพิ่มเติม “กรดแอลฟ่า ไลโปอิค” สารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงลงไปในผลิตภัณฑ์ จึงนับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการวิตามินซีจากธรรมชาติ หาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศ สนใจสอบถามรายละเอียดและสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02-258-8888 หรือติดตามรายละเอียดทาง
Website :Biopharmshop.com
Facebook: Healthyclub by Biopharm

ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม
https://biopharmshop.com/product/vio-bio-acerola-1000/


ไบโอฟาร์ม มอบเงินบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัย สปป.ลาว

นาย อรรณพ มโนมัยวิบูลย์ (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ดำเนินธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 45 พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท โชคดีโอสถ จำกัด แห่ง สปป.ลาว มอบเงินบริจาค 100,000 บาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการโอบอุ้มดูแลผู้ประสบอุทกภัย จากการชำรุดของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย แขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมี ฯพณฯ นายบุนกอง สิหาวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แห่งสปป.ลาว ให้เกียรติรับมอบ ณ กระทรวงสาธารณสุข สปป.ลาว เมื่อเร็วๆนี้



พร้อมก้าวสู่ 45 ปี ไบโอฟาร์ม

ไบโอฟาร์มฯ จัดงานคล้ายวันเกิดครบ 44 ปี ของบริษัท เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังในแก่พนักงาน รวมทั้งฉลองการก้าวสู่ปีที่ 45 ของบริษัท โดยมีพิธีการบวงสรวงในช่วงเช้าและพิธีทางสงฆ์ ตลอดจนการมอบราลวัลพนักงานผู้ปฏิบัติงานยาวนานเพื่อเป็นเกียรติให้แก่เพื่อนร่วมงานอีกด้วย


























เลือกยาคุมยังไงให้เข้ากับคุณที่สุด

ไม่ต้องยืนงงในดงยาคุมอีกต่อไป สำหรับยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่เป็นไอเท็มคู่กายของสาวๆ ยุคนี้ ไม่ได้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อย่างเดียว ยาคุมยังมีประโยชน์อีกมากมาย ช่วยให้สาวๆ อย่างเราได้สวยเป๊ะยิ่งขึ้น เช่น ลดสิว, อัพไซส์หน้าอก, ผิวเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี วันนี้ไบโอฟาร์มเอาวิธีการเลือกยาคุมให้เหมาะกับคุณสาวๆ มาฝาก รับรองว่าไปซื้อคราวหน้าคุยกับเภสัชรู้เรื่อง เลือกยาคุมได้ตรงตามความต้องการเลยค่ะ

ยาคุมแบบไหน เหมาะกับคุณ

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ แบบฮอร์โมนรวม ซึ่งแต่ละตัวก็มีตัวยาที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเราควรเลือกให้เหมาะกับจุดประสงค์ที่ต้องการ และเข้ากับร่างกายของคุณด้วยมากที่สุด มาดูกันว่าเลือกยังไง

ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ และช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ

สาวๆ ส่วนใหญ่ก็คงกินยาคุมเพื่อไม่ให้ท้องนี่แหละ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เลือกใช้ยาคุมที่มี Ethinyl Estradiol ต่ำๆ ก่อน เช่น 0.02 มิลลิกรัม เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่นคลื่นไส้ อาเจียน อ้วนบวมน้ำ หรือเป็นฝ้า และยังสามารถทานติดต่อกันได้นานอย่างปลอดภัย แต่สมัยนี้มีการพัฒนาสูตรยาคุมกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้มีผลพลอยได้ที่ทำให้สาวๆ แฮปปี้ยิ่งขึ้น เพราะประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอ รอบเดือนตรงเป๊ะ สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ หันมาใช้วิธีกินยาคุมกันมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ก่อนอื่นเราควรสำรวจตัวเองก่อนว่าฮอร์โมนของเราเป็นยังไง จากแค่การสังเกตรอบเดือนของเรา ไม่ควรเลือกตามเพื่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน และอาจทำให้มีผลข้างเคียงตามมา

1) สำหรับคนที่ประจำเดือนมามาก หรือมีรูปร่างท้วม
ถ้าคุณมีประจำเดือนปริมาณมาก มานานถึง 7-10 วัน (หรือมากกว่านั้น) และรอบเดือนสั้นกว่า 28 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และโปรเจสตินที่มีฤทธิ์ต่อต้านเอสโตรเจน

2) ประจำเดือนมาเป็นปกติ หรือรูปร่างพอดี
สำหรับสาวที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอ แต่ละครั้งมาในปริมาณไม่มาก ไม่น้อย มาตามรอบเดือน 28 วันเป๊ะ ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนและโปรเจสตินต่ำ นั่นคือ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และ Desogestrel ไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัม

3) กลุ่มผู้หญิงที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย ประจำเดือนมาน้อย รอบเดือนยาว
ในตลาดยาคุมกำเนิด ก็มีตัวยาที่จะช่วยลดสิวฮอร์โมน อัพหน้าอกให้อึ๋ม ผิวเปล่งปลั่งเช่นกันค่ะ สำหรับสาวๆ ที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย มีหน้าอกเล็ก เป็นสิว ขนดก ประจำเดือนมาน้อยกว่า 4 วัน และรอบเดือนยาว 30 วัน และรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาผิวเยอะ ทั้งหน้ามัน เป็นสิวฮอร์โมน แถมหน้าอกก็แบนอีก ไม่มีความเป็นผู้หญิงซะเลย การกินยาคุมช่วยได้ค่ะ เป็นวิธีเดียวกับที่สาวประเภทสองใช้ เพื่อปรับฮอร์โมนให้ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น สามารถใช้ยาคุมแบบเดียวกับสาวที่มีประจำเดือนน้อยได้เลย คือ มี Cyproterone acetate ช่วยลดแอนโดรเจน ฮอร์โมนเพศชายที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น สาเหตุในการเกิดสิว และ Ethinyl estradiol เอสโตรเจน ฮอร์โมนเพศหญิงที่มีในยาคุมอยู่แล้ว ช่วยกระตุ้นให้หน้าอกใหญ่ขึ้น สะโพกผายมากขึ้น ในบางคนอาจผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วยนะ

4) สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ
สาวๆ กลุ่มนี้คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการมีประจำเดือน เพราะนานๆ ทีจะมา ระยะเวลาไม่เกิน 4 วัน แถมยังมีปริมาณน้อยอีก และรอบเดือนจะยาวกว่า 30 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ที่มีตัวยาในการลดแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายที่มีมากเกินไป ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล นั่นคือ Cyproterone acetate

รับมือกับอาการข้างเคียงยังไงดี

การเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะกับร่างกายของสาวๆ จะช่วยลดอาการเคียงให้น้อยลง แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงอยู่ เราก็มีวิธีแก้มาให้ค่ะ

- คลื่นไส้ อาเจียน : มักเป็นในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เริ่มกิน ควรกินต่อไปอีกสักระยะ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และถ้ามีอาเจียน แนะนำให้กินยาก่อนนอน
- เลือดออกกระปริกระปรอย : สาวๆ ที่เพิ่งเริ่มกิน มักมีอาการนี้ เแก้ด้วยการกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน หากยังไม่หายหรือมีเลือดออกมาก ควรเพื่อรีบไปปรึกษาแพทย์
- ปวดหัว : แนะนำให้หยุดยา 1-2 เดือน ถ้าอาการปวดหัวหายไป ให้ลองกลับมากินใหม่ ถ้ายังปวดหัวอยู่ แปลว่าการปวดหัวเกิดจากการที่กินยาคุม อาจต้องเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด หรือเปลี่ยนชนิดของยาคุม
- ประจำเดือนขาด : เกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรสังเกตให้ดีว่าในกรณีของคุณ เกิดจากสาเหตุอะไร เช่น การตั้งครรภ์, ความเครียด, การใช้ยา โดยถ้าสังเกตจนแน่ใจแล้วว่าเกิดจากยาคุม ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเปลี่ยนชนิดของยาคุม

หากมีผลข้างเคียงมาก อาจเป็นเพราะชนิดของยาคุมกำเนิดคุณที่เลือก อาจยังไม่เหมาะกับฮอร์โมนในร่างกายของคุณ ทุกครั้งที่เลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรสังเกตร่างกายตัวเอง และปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยค่ะ และควรไปตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็คสุขภาพที่ดีของเรานะคะ


ไลฟ์สไตล์แบบคุณ ดูแลสายตาแบบไหนดี?

รู้หรือเปล่า? ในทุกๆ วันคุณกำลังทำร้ายดวงตาของคุณโดยไม่รู้ตัว ด้วยไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ดวงตาของเราทำงานหนักขึ้น ทั้งจ้องจอ เล่นมือถือเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่มีคอมพิวเตอร์เป็นเพื่อนคู่ตา หรือบางคนที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ แต่ไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็ไม่ต้องกังวล เพราะไบโอฟาร์มรวบรวมวิธีดูแลและบำรุงสายตาที่เหมาะกับคุณมาให้แล้วค่ะ

“ตาแพ้แสง” ปัญหาที่สายส่องจ้องจอเกิน 8 ชั่วโมงต้องเจอ
สำหรับสายส่อง สายเม้าท์ ตลอดทั้งวันจับจ้องอยู่แต่กับจอ ทำให้ตาได้รับแสงสีน้ำเงินจากคอมพิวเตอร์หรือมือถือมากเกินไป ทำให้มีอาการตาแพ้แสง เพราะลูทีนที่เคลือบอยู่บนจอประสาทตา ไม่สามารถกรองแสงสีน้ำเงินเอาไว้ได้หมด และการเพ่งในระยะใกล้เป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งและทำงานหนักกว่าปกติ ทำให้มีอาการตาล้า

สิ่งที่ไม่ควรทำ...
- จ้องจอเกิน 8 ชั่วโมงติดต่อกัน โดยไม่พักสายตาเลย
- เล่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือในที่มืดหรือตอนกลางคืน โดยไม่เปิดไฟ

สิ่งที่ควรทำ...
- จ้องจอในระยะที่เหมาะสม ควรให้ตาห่างจากจอประมาณ 1 ฟุต หรือเท่ากับ 1 ไม้บรรทัด
- เปิดไฟให้มีสว่างเพียงพอ ในขณะที่เล่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือ
- ใส่แว่นกรองแสงทุกครั้ง และควรพักสายตาทุก 30 นาที ด้วยการหลับตา แล้วมองขึ้น-ลง ซ้าย-ขวาหรือกะพริบตาถี่ๆ
- ทานอาหารที่มีลูทีน เช่น คะน้า, ปวยเล้ง, ผักโขม, ข้าวโพด และไข่แดง

สายขับรถทางไกล ปัญหามาเต็มทั้ง “ตาล้า” “ตาแห้ง”
สำหรับคนที่ต้องขับรถทางไกล มักใช้สายตาติดต่อกันหลายชั่วโมง เพื่อมองถนน ทำให้ต้องเพ่งสายตาและกะพริบตาน้อยลง ตายังได้รับอนุมูลอิสระจากแสงแดด ลม จึงเกิดอาการตาล้า เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้พัก และในบางคนอาจมีอาการตาแห้ง เพราะดวงตาขาดความชุ่มชื่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ...
- เพ่งสายตามากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็ง ทำให้ตาล้าง่ายขึ้น
- ใส่คอนแทคเลนส์ เมื่อต้องขับรถทางไกล

สิ่งที่ควรทำ...
- ควรใส่แว่นกันแดดและแว่นกรองแสง (แบบเดียวกับที่ใช้กรองแสงสีน้ำเงิน) เลือกให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ขับรถ
- หากจำเป็นต้องใส่คอนแทคเลนส์ ควรหยอดน้ำตาเทียม เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตาแห้ง
- ควรพักสายตาทุก 1 ชั่วโมง ด้วยการมองไกลๆ ไปที่สีเขียวหรือสีที่สบายตา เช่น ต้นไม้ หรือภูเขา และหลีกเลี่ยงการมองวัตถุที่มีสะท้อนแสงมากๆ เช่น ป้ายโฆษณา, ไฟข้างถนน
- ทานอาหารที่มีแอสต้าแซนทีน เช่น สาหร่าย, กุ้ง, ล๊อบสเตอร์, ปู และปลาแซลมอน

สายตาสั้นชอบใส่คอนแทคเลนส์ เจอประจำทั้ง “ตาแห้ง” “ตาแดง”
สำหรับชาวสายตาสั้น นอกจากแว่นก็มีคอนแทคเลนส์นี่แหละเป็นเพื่อนคู่ตา ส่วนใหญ่มักใส่ตลอดทั้งวัน ไม่สามารถถอดพักได้ ทำให้มีอาการตาแห้ง เพราะคอนแทคเลนส์ทำให้ออกซิเจนระเหยออกจากตามากกว่าปกติ และมักเกิดอาการระคายเคือง ตาแดงตามมา จากการที่คอนแทคเลนส์เสียดสีกับกระจกตา

สิ่งที่ไม่ควรทำ...
ใส่คอนแทคเลนส์มากกว่า 8 ชั่วโมง

สิ่งที่ควรทำ...
- ควรหยอดน้ำตาเทียม เมื่อรู้สึกว่าเริ่มตาแห้ง และหยอดซ้ำเมื่อมีอาการ
- ทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอว์เบอร์รี่, ราสป์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และบิลเบอร์รี่ และผัก ผลไม้ที่มีวิตามินอี เช่น อัลมอนด์, เมล็ดทานตะวัน, น้ำมันมะกอก, อะโวคาโด

ดูแลอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องจัดอาหารเสริมให้ครบสูตร!

การปรับไลฟ์สไตล์และทานอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยให้ตาของคุณสุขภาพดีขึ้น แต่ถ้าอยากให้ครบสูตร ได้บำรุงแบบเต็มๆ ควรทานอาหารเสริมที่มีวิตามินและสารอาหารที่ช่วยบำรุงดวงตา

วิธีเลือกวิตามินบำรุงดวงตา

ไม่ต้องเสียเวลาเลือกเอง เราสรุปมาให้แล้วกับ 4 ตัวเด็ดสุดยอดสารอาหารบำรุงดวงตา
- ลูทีน (Lutein) ช่วยลดอาการตาแพ้แสง ป้องกันโรคจุดรับภาพและจอประสาทตาเสื่อม ลูทีนจะช่วยกรองและปกป้องตาจากแสงสีน้ำเงิน
- บิลเบอร์รี่ (Bilberry) ลดอาการตาแดง ตาล้า และทำให้มองเห็นในที่มืดชัดขึ้น ป้องกันโรคต้อกระจก ด้วยการต้านอนุมูลอิสระ บำรุงให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง
- วิตามินอี (Vitamin E) เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยลดอาการตาแห้ง และป้องกันโรคต้อกระจก หากทานคู่กับลูทีน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่อกระจก
- แอสต้าแซนทีน (Astaxanthin) ลดตาล้า ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยบริเวณตา ปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระทั้งส่วนที่เป็นน้ำและน้ำมัน

ดูแลดวงตาด้วยตัวเองแล้ว อย่าลืมไปตรวจสายตาหรือพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งนะคะ ช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคต่างๆ และถนอมดวงตาให้อยู่กับคุณไปนานๆ ค่ะ


รับมือโรคกระเพาะ โรคฮิตคนทำงาน

โรคกระเพาะอาหารกลายเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตของคนทำงาน ตั้งแต่พนักงานบริษัทจนถึงระดับผู้บริหาร จากไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ทานข้าวไม่ตรงเวลา และที่สำคัญคือความเครียดจากการทำงาน ขึ้นชื่อว่าเป็นโรคยอดฮิตของ พนักงานออฟฟิศ ขนาดนี้ ไบโอฟาร์มขอพาคุณมาทำความรู้จักและวิธีป้องกันตัวเองจากโรคนี้กันค่ะ

โรคกระเพาะคืออะไร?
โรคกระเพาะอาหาร (Gastric Ulcer) ที่จริงแล้วมาจากชื่อเต็มว่า โรคแผลในกระเพาะอาหาร คือการที่มีแผลเกิดขึ้นในกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่เกิดจากเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหารถูกทำลายโดยน้ำย่อย หรือสารระคายเคืองอื่นๆ

แล้วโรคกระเพาะเกิดจากอะไร?
สาเหตุของโรคกระเพาะที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คงหนีไม่พ้นการทานอาหารไม่ตรงเวลา จนทำให้กรดในน้ำย่อยกัดกระเพาะจนเป็นแผล ทำให้เราปวดท้องทั้งตอนที่หิว และตอนอิ่ม รวมถึงความเครียดที่ทำให้กระเพาะบีบตัวและผลิตน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ

แต่ใครจะรู้ว่า มากกว่าครึ่ง ของคนที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะ เกิดจากการติดเชื้อ เอชไพโลไร (H. Pylori) ในกระเพาะ ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อได้จากคนสู่คน โดยเชื้อนี้จะเข้าไปทำให้ระบบในกระเพาะไม่สมดุล และไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ โรคกระเพาะยังสามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาแก้อักเสบที่อาจทำให้กระเพาะระคายเคือง รวมถึงพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุของกระเพาะอาหาร และอีกหนึ่งสาเหตุก็คือ พันธุกรรมนั่นเอง

อาการแบบไหนที่เรียกว่าโรคกระเพาะ
อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหารในระยะเริ่มต้น ได้แก่ ปวดท้อง แสบท้อง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ในบางรายจะไม่สามารถผายลมได้ และปวดท้องรุนแรงหลังทานอาหาร หรือดื่มน้ำ เมื่อถึงขั้นสาหัสอาจอาเจียนเป็นเลือด หรือมีอุจจาระเป็นสีดำ น้ำหนักลดลงเนื่องจากอาการเบื่ออาหาร หรืออาจมีภาวะลำไส้อุดตัดร่วมด้วย เพราะแผลในกระเพาะอาหารสามารถก่อให้เกิดพังผืด และทำให้ลำไส้เล็กตีบได้

เป็นโรคกระเพาะแล้วต้องทำอย่างไร
วิธีการดูแลตัวเองเมื่อมีอาการเสี่ยงข้างต้น...

  • ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • ควรงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่ซื้อยาแก้ปวดต่างๆ ทานเอง เพราะอาจไประคายเคืองแผลในกระเพาะมากขึ้น
  • ทานยาลดกรด หรือยาเคลือบกระเพาะเพื่อบรรเทาอาการ
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ที่จะทำให้กระเพาะผลิตกรดมากขึ้น ควบคู่ไปด้วยเพื่อการรักษาที่ยั่งยืน

กลุ่มอาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นพนักงานออฟฟิศ จากพฤติกรรมทานข้าวไม่ตรงเวลา และต้องพบเจอกับความเครียดจากการทำงาน เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว ควรปรับพฤติกรรมทั้งเวลาทานข้าวและการจัดการกับความเครียดทันทีที่รู้ตัว อย่าโหมงานหนักจนต้องใช้เงินเดือนไปกับการรักษาสุขภาพ

ไม่ว่างานจะยุ่งขนาดไหน ก็อย่าลืมดูแลตัวเอง และเพื่อนร่วมงานกันด้วยนะคะ ด้วยความห่วงใยจาก Biopharm


ทานยาคุมอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย?

ในปัจจุบันการคุมกำเนิดที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่แน่นอนของคนสมัยใหม่ และยังช่วยวางแผนกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างดี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่สงสัยในประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด ซึ่งอาจเป็นเพราะรายละเอียดของยาคุม ไม่เคยถูกพูดถึงอย่างเปิดอกในสื่อใดๆ วันนี้ไบโอฟาร์มขออาสาตอบข้อสงสัย เกี่ยวกับการทานยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนสามารถควบคุมและวางแผนชีวิตได้อย่างสบายใจและราบรื่นค่ะ

สเต็ปที่ 1
เช็กตัวเองก่อนใช้ยาคุมกำเนิด

คุณต้องมั่นใจว่าตนเอง‘ไม่’อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดังนี้ค่ะ

  1. ผู้ที่ตั้งครรภ์
  2. ผู้ที่ให้นมบุตร (หลังคลอดภายใน 6 สัปดาห์)
  3. ผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ หรือมีค่า BMI มากกว่า 30 จะเสี่ยงต่อโรคลิ่มเลือดอุดตัน
  4. ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อน แต่หากอายุมากกว่า 35 ปี แล้วสูบบุหรี จะไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดค่ะ
  5. ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม
  6. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา ระบบประสาท หรือหลอดเลือดต่างๆ หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นมานานกว่า 20 ปี
  7. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่บริเวณขา หรือปอด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
  8. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งตับ และโรคตับแข็งในระยะรุนแรง
  9. ผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดที่มองเห็นแสงสว่างวาบ มองภาพไม่ชัด หรือผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดไม่เห็นแสงสว่างวาบที่อายุมากกว่า 35 ปี
  10. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแบบควบคุมไม่ได้ (ค่าบนสูงกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันโลหิตค่าล่างสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท)
  11. ผู้ที่ผ่าตัดใหญ่ หรือผ่าตัดบริเวณขา ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลานาน

สเต็ปที่ 2

เรียนรู้วิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง
โดยหลักๆ แล้ว ยาคุมแบบปกติมีหลักการทานยาที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก โดยลิสท์ให้จำง่ายๆ ดังนี้

  1. อ่านฉลากกำกับยาทุกครั้ง เพื่อศึกษาวิธีทานของยานั้นๆ และข้อควรระวังอย่างละเอียด
  2. การเริ่มทานยาเม็ดแรก ให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมาวันที่ 1 ก็เริ่มทานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เลย หรือ วันที่ 2, 3, 4 และวันที่ 5 ไม่แนะนำให้ทานยาคุมกำเนิดเฉพาะวันที่มีการร่วมเพศ เพราะเสี่ยงตั้งครรภ์สูง นอกจากยาจะไม่มีผลแล้ว ยังอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยด้วย ส่วนการเริ่มทานยาคุมกำเนิดหลัง 5 วันแรกของการมีประจำเดือนก็สามารถทำได้ แต่ไม่แนะนำค่ะ
  3. ทานยาวันละ 1 เม็ด โดยทานตามวันที่ระบุบนแผง และชนิดของยา หรือหากไม่ระบุ ก็สามารถเริ่มทานได้เลย
  4. ทานยาทุกวัน ในเวลาใกล้เคียงกันในแต่ละวัน อาจตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับทานยาคุมโดยเฉพาะ
  5. หากทานแล้วอาเจียนหลังทานภายใน 3 ชั่วโมง ให้ทานยาซ้ำ เพราะระยะการดูดซึมของยาคือ 3 ชั่วโมง

สเต็ปที่ 3

อย่าละเลยการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย

  1. เมื่อเริ่มทานยาคุมกำเนิดเม็ดแรก ควรใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเสมอ อย่างน้อย 7 วันหลังจากทานยาเม็ดแรก
  2. หากลืมทานยาคุมกำเนิด มีวิธีปฏิบัติดังนี้
    1. ลืมทาน 1 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดได้เลย โดยไม่ต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน หรือ วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วม เช่น ถุงยางอนามัย
    2. ลืมทาน 2 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดโดยทิ้งยา 1 เม็ด ของวันแรกที่ลืมไปเลย แต่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัย พร้อมกับทานยาคุมให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด นาน 7 วัน หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ลืมทานพอดี อาจจะมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ควรพิจารณาการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
    3. หากลืมทานมากกว่า 2 เม็ด
      จะถือว่าฤทธิ์คุมกำเนิดหายทันที ควรเริ่มแผงใหม่ พร้อมใช้ถุงยางอนามัยควบคู่อย่างน้อย 7 วันค่ะ

ไบโอฟาร์มฯ เตรียมความพร้อมงาน CPhI South East Asia 2019

บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด และบริษัท ไบโอแลป จำกัด เตรียมความพร้อมเข้าร่วมงานแสดงวัตถุดิบและส่วนประกอบทางยา ซีพีเอชไอ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2019 (CPhI South East Asia 2019) ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2562 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดแสดงงานส่วนประกอบทางยาในระดับนานาชาติ โดยจะเป็นการรวบรวมผู้ประกอบการจาก 26 ประเทศ กว่า 300 บริษัท

เมื่อเร็วๆ นี้ ภก.ปริญญา เปาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานองค์กร บริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าว ร่วมงานแสดงวัตถุดิบและส่วนประกอบทางยา ซีพีเอชไอ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2019 (CPhI South East Asia 2019) ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2562 ซึ่งคุณปริญญา ในนามของที่ปรึกษาสมาคมเภสัชกรอุตสาหการ(ประเทศไทย) กล่าวถึงโอกาสอันดีในการจัดงาน CPhI 2019 ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน และคาดการณ์ว่าตลาดยาในอาเซียนเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาครัฐ ที่จะแสดงศักยภาพมาตรฐานการผลิตยาของประเทศ รวมทั้งออกนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้เกิดการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มช่องทางและโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมยาในประเทศ

ดร.สินธุ์ชัย แก้วกิติชัย นายกสมาคมเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่าว่า อุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบันของไทยในขณะนี้เติบโตไปในทิศทางบวกและมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือในการสนับสนุนให้ผู้ผลิตยาของไทยใช้งานวิจัยเพื่อพัฒนาการผลิตยาภายในประเทศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตยาได้เจอกับผู้ผลิตวัตถุดิบและส่วนประกอบของยารายใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและแนวโน้มการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยและอาเซียน

คุณรชฏ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ไบโอแลป จำกัด กล่าวในนามเลขาธิการสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA) ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพในงาน CPhI 2019 เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบันกว่า 180 แห่งซึ่งมีคุณภาพการผลิตทัดเทียมกับมาตรฐาน PIC/S ทำให้สินค้าไทยมีความต้องการมากในอาเซียน ซึ่งมูลค่าของตลาดยายังคงขยายตัวต่อเนื่อง คาดว่าอัตราส่วนการส่งออกของไทยยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก