เติมยา เติมสุข อุทยานแห่งชาติทับลาน

เภสัชกรปริญญา เปาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานองค์กร, เภสัชกรบุญสม เกษจันทร์ทิวา หัวหน้าทีมเภสัชกรไบโอฟาร์มบริษัท และนายแพทย์อำนาจ รักษ์งาน รองผู้อำนวยการศูนย์แพทยศาสตร์ฯ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพในการปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในฤดูฝนแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

พร้อมมอบตู้ยา เติมยา และเวชภัณฑ์ให้แก่อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี ในโครงการ "45 ปี ไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน เติมยา เติมความห่วงใย" โดยมี นางทาริกา ธุดงค์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี (คนแรกขวามือ) และนายมาโนช วีระกุล ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติทับลาน (ที่สามซ้ายมือ) เป็นตัวแทนในการรับมอบ เมื่อเร็วๆ นี้


วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย

ยังคงอยู่ในช่วงหน้าฝน ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังสำหรับโรคภัยต่าง ๆ ที่มากับหน้าฝน โดยเฉพาะ โรคไข้เลือดออก ไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไปที่อาศัยในเมืองเท่านั้น สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ป่า หรือ บริเวณเขตชายแดน นับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยนอกจากต้องระมัดระวังโรคไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องระวังโรคไข้มาลาเรียอีกด้วย

เผยสถิติครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียเพิ่มขึ้น
มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งขณะนี้การกลับมาระบาดของทั้ง 2 โรคมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกล่าสุด ของกระทรวงสาธารณสุข (วันที่ 31 กรกฎาคม 2562) พบว่าตั้งแต่ต้นปีมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้ว 59,167 ราย เสียชีวิต 67 ราย จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าปี 2561 ในช่วงเวลาเดียวกัน 1.6 เท่า โดยกลุ่มที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกสูงสุดคือกลุ่มอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือ 15-34 ปี ขณะที่ผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียนั้น จากข้อมูลล่าสุด (วันที่ 2 สิงหาคม 2562) พบแล้ว 3,477 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 22-44 ปี รองลงมาคือ 5-14 ปี

สาเหตุการระบาดของโรค
จากตัวเลขดังกล่าวทำให้ทุกคนต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ซึ่งสาเหตุของการระบาดของโรคมีอยู่หลายปัจจัย ทั้งปริมาณยุงลายพาหะของโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอากาศที่ร้อนและร้อนเร็วขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงถูกเร่งให้เข้าสู่ช่วงตัวเต็มวัยจาก 7 วัน เป็น 5 วัน รวมถึงมีผู้ป่วยติดเชื้อในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายกัดและยุงไปกัดคนอื่นต่อก็จะมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนทำให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงมีเพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรียเพิ่มขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลัง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก
กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมัน หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ หอบหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มาก นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน หากจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดของคุณแม่สูง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

คนทำงานใกล้ป่า-พื้นที่ชายแดน กลุ่มเสี่ยงสูง
สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงซึ่งต้องเฝ้าระวังในการเกิดโรค คือ ประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งต้องออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อุทยานและบริเวณเขตชายแดน ต้องคอยระวังและหลีกเลี่ยงสาเหตุของการโรคภัยเหล่านี้ โดยทุกคนควรสังเกตอาการเจ็บป่วยของตนเอง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นหรือจุดแดงขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด หน้าแดง บางรายอาจมีภาวะเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมากหลังมีไข้มาหลายวันอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อกขึ้นได้ ส่วนโรคไข้มาลาเรียนั้นจะมีอาการทั่วไปคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีอาการไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหงื่อออก และ เบื่ออาหาร
มีคำแนะนำดี ๆ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสงสัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย รวมไปถึงวิธีการป้องกัน ดังนี้
เบื้องต้น หากมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกหรือโรคไข้มาลาเรีย แนะนำว่า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาตามอาการของโรคจะปลอดภัยที่สุด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หรือรับประทานแค่ยาพาราฯ เพราะไข้จะไม่ลด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม NSAIDsเพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ระบบเลือดไม่คงที่และทำให้เลือดออกง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวหากรักษาไม่ถูกวิธีอาจเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย
มีคำแนะนำและวิธีการป้องกันควรหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด ได้แก่ นอนในมุ้ง ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง ฉีดพ่นหมอกควันไล่ยุง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่การระบาดของโรค
สำหรับโรคภัยที่มากับหน้าฝนยังมีอีกหลายโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งที่ร้ายแรงและไม่ร้ายแรง อาทิ โรคปวดข้อยุงลาย หรือ โรคชิคุนกุนยา โรคไข้ซิกา โรคไข้รากสาดใหญ่ (Scrub Typhus) หรือ ไข้เห็บ ไข้ฉี่หนู ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ภัยจากสัตว์และพืชมีพิษต่าง ๆ อีกด้วย


“กรดไหลย้อน” โรคฮิตของชีวิตคนเมือง

“กรดไหลย้อน” เป็นโรคยอดฮิตตามติดชีวิตคนเมืองไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็น สาเหตุให้กระเพาะทำงานหนัก หลั่งน้ำกรดมาย่อยมากกว่าเดิม กรดที่เกินก็อยู่กัดกระเพาะ กลายเป็นอาการกรดไหลย้อน ที่ทำให้เราเกิดอาการแสบร้อนได้
หากจะอธิบายให้ละเอียดขึ้น โรคกรดไหลย้อน คือ โรคที่เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะ ทำให้อาหารขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดขึ้นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ตอนที่ไม่ได้รับประทานอาหาร

อาการของกรดไหลย้อน
รู้สึกแสบร้อนบริเวณกระเพาะไล่มาถึงลำคอ เนื่องจากกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้กรดไหลย้อน
การทานอาหารตอนดึก ทานแล้วนอนเลย ทานไม่เป็นเวลา ทานเยอะหรือเร็วเกินไป และการไม่ทานผักผลไม้ ล้วนทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ และหลั่งไม่เป็นเวลา ส่งผลให้หูรูดกระเพาะเสื่อม ควบคุมกรดไม่ได้อีกต่อไป

อาหารที่ควรเลี่ยงเมื่อเป็นกรดไหลย้อน
อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่นสับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

อาหารบรรเทากรดไหลย้อน
เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อคโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิ้ล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การรับประทานนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้ว นมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคน ไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลตัวเองเมื่อกรดไหลย้อนมาเยือน
เมื่อมีอาการ ควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่กัดหลอดอาหาร ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ
เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ เจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้ เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้ว กระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย
อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพียงเท่านี้ ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว


โรคข้อเสื่อม

“ข้อเสื่อม” โรคยอดฮิตของผู้สูงวัย
เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ รู้เท่าทัน รีบป้องกันก่อนอาการลุกลาม

โรคข้อเสื่อม นับเป็นหนึ่งในปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ อัตราของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อม หากไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม อาการของโรคจะดำเนินไปเรื่อย ๆ อาจทำให้เจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ส่งผลให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ไม่สะดวก เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
หากอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือ เกิดการสึกกร่อนบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งมักจะเกิดกับข้อที่ต้องรองรับน้ำหนักค่อนข้างมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ฯลฯ โดยกระดูกอ่อนผิวข้อนี้จะถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ จนมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างของข้อเข่า เกิดน้ำสะสมในข้อเข่าเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ข้อบวม พบกระดูกงอกผิดปกติที่ขอบหรือที่มุมข้อ พบกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อเข่าหย่อนยาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลให้การเคลื่อนไหวของข้อเป็นไปอย่างจำกัด โดยเริ่มแรกผู้ป่วยจะรำคาญกับอาการปวด หรือไม่สบายตรงข้อที่เสื่อมในขณะที่ใช้งาน เช่น ขณะยืนหรือเดิน และอาการปวดนี้จะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้งาน รวมทั้งยังอาจพบอาการฝืดตึงที่ข้อเป็นช่วงสั้น ๆ ในช่วงเช้า หรือ ภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนาน ๆ นั่งยองนาน ๆ ฯลฯ

ช่วงอายุที่มักเกิดภาวะข้อเสื่อม
มักพบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน (40 ปีขึ้นไป) และจะพบโรคนี้มากขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีปัจจัยบางอย่าง เช่น อาชีพที่ทำงานหนัก ความอ้วน ฯลฯ ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของเซลล์กระดูกอ่อนได้ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาวะข้อเสื่อมในที่สุด ส่วนในวัยหนุ่มสาว เซลล์กระดูกอ่อนยังแข็งแรงและทนทานต่อแรงตึงแรงกดได้ดีกว่าผู้สูงอายุ

สาเหตุการเกิดข้อเสื่อม
ความเสื่อมของข้อที่ไม่ทราบสาเหตุ เป็นการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย
พบข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่อาจมีผู้สูงอายุบางรายที่ไม่เกิดภาวะข้อเสื่อม ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวกับฮอร์โมน รวมไปถึงผู้มีน้ำหนักตัวเกิน (อ้วน) ผู้ที่ทำกิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเกิดจากความบกพร่องของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
รวมทั้งเกิดจากกรรมพันธุ์

ความเสื่อมของข้อที่ทราบสาเหตุ
เป็นผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุจนมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น มีการใช้งานที่ข้อมากเกินไป เช่น อาชีพแม่บ้าน การเล่นกีฬา ฯลฯ นอกจากนี้ข้อเสื่อมอาจเป็นร่วมกับโรคข้ออักเสบอื่น ๆ ได้ เช่น โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน ฯลฯ

การเกิดข้อเสื่อมในอาชีพต่างๆ
ข้อที่เสื่อม มักเป็นได้ทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อนิ้วมือ ข้อตะโพก ซึ่งในการเกิดนั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของการใช้งาน ได้แก่ ผู้หญิง (แม่บ้าน) มีความเสี่ยงที่ข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ผู้ชายมีความเสี่ยงที่ข้อตะโพก นักกีฬาเบสบอลมีความเสี่ยงที่ข้อไหล่ ข้อศอก นักวิ่งนักบาสเก็ตบอลมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า นักยกน้ำหนักมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า เป็นต้น

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคข้อเสื่อม
ระยะแรก
อาการจะเริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เวลาเดิน โดยเฉพาะขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า ฯและอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้ข้อ พบอาการฝืดตึง หรือขัดที่ข้อเป็นช่วงสั้น ๆ ในตอนเช้า หรือภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนาน ๆ นั่งพับเพียบ หรือคุกเข่านาน ๆ ฯลฯ พบเสียงดังกรอบแกรบภายในข้อขณะเคลื่อนไหวข้อเข่า ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ หรือเอ็นที่หนาตัวขึ้น หรือเกิดจากความขรุขระของกระดูกอ่อนผิวข้อที่ถูกทำลายไป มักพบอาการข้อเสื่อมในข้อเข่าข้างที่ถนัดหรือข้างที่ใช้งานบ่อยก่อน ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแลป้องกันต่อมาอีกไม่นาน ข้อเข่าอีกข้างก็จะเริ่มเสื่อมตามมา
ระยะรุนแรง
อาการปวดข้อจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะเวลาเดินหรือขยับข้อ บางครั้งอาจพบปวดช่วงกลางคืน อาจคลำพบกระดูกงอกบริเวณข้างข้อ หรือที่ขอบมุมข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่ จะพบมีอาการปวดหรือเสียวที่กระดูกสะบ้า ถ้ามีอาการอักเสบที่ข้อจะทำให้ข้อบวมและร้อน แพทย์จะตรวจพบน้ำคั่งอยู่ในช่องว่างระหว่างข้อ ถ้าข้อเสื่อมมานาน จะทำให้การเหยียดข้อเข่า หรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุดนอกจากนี้อาจพบกล้ามเนื้อรอบข้อลีบลงหรืออ่อนแรง ข้อเข่าโก่ง ข้อเข่าหลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป จะทำให้การเดินและการใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่รพ. แพทย์จะฉายรังสี x – ray ภาพจากฟิล์ม x – ray จะเห็นช่องว่างระหว่างข้อจะแคบลง

แนวทางการรักษาโรคข้อเสื่อม
แม้ว่าข้อเสื่อมจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ก็ตาม แต่ก็มีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี ซึ่งเป้าหมายในการรักษาก็คือ พยายามลดอาการปวดอักเสบของข้อให้ทุเลาเร็วที่สุด รวมไปถึงการดูแลป้องกันข้อที่เริ่มเสื่อมไม่ให้เสื่อมมากไปกว่านี้ เพื่อให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยให้น้อยที่สุด
การรักษาด้วยยา มีหลายรูปแบบทั้งชนิดทาภายนอก ฉีดเข้าข้อ รับประทาน ยาบางตัวสามารถปรึกษากับเภสัชกรในร้านยาได้ แต่บางตัวจะต้องจ่ายตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งเป้าหมายรักษาคือช่วยบรรเทาอาการปวดอักเสบ บวมที่ข้อให้หายเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมานกับการปวด ช่วยควบคุมไม่ให้เป็นมากไปกว่านี้
การรักษาโดยไม่ใช้ยา เน้นการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อให้ถูกหลัก การควบคุมน้ำหนัก การบริหารกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยพยุง เพื่อช่วยประคับประคองด้วยการลดแรงกดที่ข้อเท้า ร่วมกับการทำให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงขึ้น จะเป็นผลทำให้ร่างกายค่อย ๆ ซ่อมแซมส่วนของข้อที่เสื่อมไปได้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ และสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเสื่อมมากขึ้น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนวิธีนั่ง นอน ยืน เดิน
การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมรุนแรง

วิธีดูแลร่างกายและข้อรู้เท่าทันป้องกันก่อนอาการลุกลาม
มีวิธีดูแลร่างกายและข้อเพื่อช่วยให้ห่างไกลจากโรคข้อเสื่อม โดยคำแนะนำจาก ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

  • การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์
  • ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ไม่ทำอะไรที่ผิดท่า เช่น นั่งยอง ๆ นั่งกับพื้น พับเพียบ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ นั่งหลังงอ ก้มคอทำงานนาน ฯลฯ
  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอ็นข้อต่อ ดังนั้นการที่จะเริ่มฝึกบริหารกล้ามเนื้อใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน และควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่มีผลเสียต่อข้อ เช่น ว่ายน้ำ การเดินในน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน ฯลฯ
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมป้องกันข้อเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

แม้ว่าอาการของโรคข้อเสื่อม จะมีสาเหตุมาจากวัยที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้งานบริเวณข้อที่หนักเกินไป ซึ่งหากเกิดภาวะข้อเสื่อมแล้ว ก็ยากที่จะรักษาให้หายขาดหรือกลับคืนสู่สภาพปกติได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะข้อเสื่อมได้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจึงควรรักษาข้อให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่าในวันข้างหน้าเราจะยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปนาน ๆ


วิธีง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากร่างกายมีปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ จะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่ควรขาด แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง จึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอก เพื่อทดแทนแคลเซียมที่ร่างกายนำไปใช้ หรือ ที่ร่างกายขับทิ้งไป

ประโยชน์ของแคลเซียม
หากพูดถึงประโยชน์ของแคลเซียม สิ่งแรกที่หลายคนทราบกันดี นั่นคือ ทำให้กระดูกและฟันมีความแข็งแรง โดยมีหน้าที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกระดูกและฟัน และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
นอกจากนี้ แคลเซียม ยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยให้การแข็งตัวของเลือดเป็นไปตามปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยไปกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ทำให้การส่งสัญญาณกระแสประสาทได้เร็วและสมบูรณ์ขึ้น ทั้งยังรักษาระบบภูมิคุ้มกันและควบคุมความสมดุลของความเป็นกรดและด่างภายในร่างกาย ควบคุมการยืดตัวและหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ รวมไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยช่วยให้หัวใจทำงานและเต้นเป็นปกติ

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ จึงต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอก แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด, นมเปรี้ยว, เนยแข็ง, ไข่, โยเกิร์ต, ปลาตัวเล็กที่เคี้ยวได้ทั้งตัว, กุ้งแห้ง, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วต่าง ๆ และ เมล็ดงา เป็นต้น

จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดแคลเซียม
หากร่างกายขาดแคลเซียม จะทำให้เกิด โรคกระดูกพรุน, ปวดตามข้อ, ชัก, กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก, ตะคริว, ชา, หัวใจหยุดเต้น, เลือดแข็งตัวช้า ฯลฯ

สาเหตุและพฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม
สาเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม ส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติของร่างกาย ได้แก่ ภาวะลำไส้อักเสบ ส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมเสียไป ลำไส้มีความเป็นด่างสูงเกินไป ภาวะขาดวิตามินดี เกิดโรคที่ตับและไต ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมลดลง การตัดต่อมพาราไทรอยด์ออก การเข้าสู่วัยสูงอายุ,วัยทอง รวมไปถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป

ขนาดของแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวันแบ่งตามช่วงอายุ
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ขนาดของแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน โดยแบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้


อายุ 0 – 6 เดือน ควรได้รับแคลเซียม 210 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 7 เดือน – 1 ปี ควรได้รับแคลเซียม 270 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 500 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 4 – 8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 9 – 18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
หญิงตั้งครรภ์ อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน) หญิงให้นมบุตร อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)


หากร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็น
สำหรับปริมาณของแคลเซียมที่ร่างกายได้รับ ไม่ควรเกิน 2,000 (มิลลิกรัม/วัน) ซึ่งผลของการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมเกิน จะทำให้ท้องผูก, แคลเซียมในปัสสาวะสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไต, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, มีอาการซึมและไม่รู้สึกตัว ฯลฯ

วิธีดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม
ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

วิธีปฏิบัติเพื่อดูแลร่างกายให้ไม่ขาดแคลเซียม เป็นการช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกให้ช้าลง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน มีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดื่มนมเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียม หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักตัว เช่น การเดิน, การวิ่ง, เต้นแอโรบิค, กระโดดเชือก, รำมวยจีน, เต้นรำ ฯลฯ ช่วยให้มีมวลกระดูกเพิ่มมากขึ้น รักษาน้ำหนักของร่างกายอย่าให้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยอย่าให้รูปร่างผอมเกินไป เนื่องจากคนรูปร่างผอมจะมีมวลกระดูกน้อย ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย นอกจากนี้ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นวันละ 10 – 15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ควรพาร่างกายไปรับแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อให้ร่างกายได้สังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นการสร้างกระดูก


หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เช่น ไม่ควรกินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินปกติ ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้ง ชา, กาแฟ, ช็อคโกแลต ในปริมาณมาก เพราะ แอลกอฮอล์และคาเฟอีนจะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมทางลำไส้เล็ก
งดสูบบุหรี่ งดอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง รวมไปถึงระวังการใช้ยาบางชนิดที่มีสเตียรอยด์  ซึ่งส่งผลเสียต่อกระดูก และช่วยเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย
ปัจจัยสุดท้ายที่มีผลต่อมวลกระดูก คือ ความเครียด ผู้ที่มีความเครียดมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
ทางเลือกของผู้ที่ต้องการเติมแคลเซียมให้กับร่างกาย

ในภาวะปัจจุบัน บางคนอาจไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงได้มากพอ และเข้าหลักเกณฑ์เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน อาจพิจารณาเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม เพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยควรปรึกษากับเภสัชกรในร้านขายยาก่อนเพื่อความปลอดภัย และได้ประสิทธิผล


ขอบคุณสาระน่ารู้ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


ไบโอแลป คว้ารางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2019”

บรรยายภาพ : คณะผู้บริหาร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด และ บริษัท ไบโอแลป จำกัด ถ่ายภาพร่วมกัน

โดยมีนายรชฏ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอแลป จำกัด และกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด รับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2562” ในประเภทสถานประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านยา พร้อมด้วย ภก.สุรินทร์ กวีวงศ์วรนันท ผู้อำนวยการสังกัดประกันคุณภาพและควบคุมคุณภาพ บริษัท ไบโอแลป จำกัด เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล และได้รับเกียรติจาก นายกิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้มอบรางวัล เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา

บรรยายภาพ: ภก.สุรินทร์ กวีวงศ์วรนันท ผู้อำนวยการสังกัดประกันคุณภาพและควบคุมคุณภาพ บริษัท ไบโอแลป จำกัด รับมอบรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2562 ประเภทสถานประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านยา จากนายกิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
บรรยายภาพ: ตัวแทนผู้รับมอบรางวัลจากบริษัทต่างๆ ร่วมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก

รางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด” นับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มอบให้กับ สถานประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีการดำเนินกิจการภายใต้มาตรฐานและความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค มีคุณธรรมและจริยธรรมในการผลิต ผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาสถานประกอบการ คือ มีการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ได้คุณภาพ มีการรักษาคุณภาพมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง นำเอาระบบคุณภาพมาพัฒนา

บรรยายภาพ: นายรชฏ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอแลป จำกัด
มอบกระเช้าดอกไม้แก่ นายกิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน โรงงานไบโอแลป ได้รับรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง ได้แก่ ในปี 2009, 2011,2012, 2013, 2015, 2018 และล่าสุดปี 2019 นับเป็นสถานประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านยาที่ได้รับรางวัลนี้มากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นความสำเร็จของไบโอแลป โรงงานผลิตยาที่ได้รับมาตรฐาน PIC/S หรือ EU GMP ทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้กับ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายเป็นอย่างมาก ซึ่งไบโอแลปและไบโอฟาร์ม ยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากวงการอาหารและยา รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมากยิ่งขึ้น


ต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่อย.

นายวีระพัฒน์ ถกลศรี (ตรงกลาง) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยนางวินิตา เจนวัฒนวิทย์ (ที่ 4 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และนายรชฎ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอแลป จำกัด (ที่3 จากขวา) และคณะ ให้การต้อนรับ นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ (ที่3 จากซ้าย) เลขาธิการ นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ (ที่2 จากซ้าย) รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานไบโอแลป ซึ่งเป็นโรงงานวิจัยพัฒนาและผลิตยาที่ได้มาตรฐานระดับโลก พร้อมกันนี้ ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยาในอนาคต เมื่อเร็ว ๆ นี้

***********************

รายชื่อบุคคลในภาพเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา
1. นางธารกมล จันทร์ประภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานยา
2. นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
3. นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
4. นายวีระพัฒน์ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด
5. นางวินิตา เจนวัฒนวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด
6. นายรชฎ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอแลป จำกัด
7. เภสัชกรปริญญา เปาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานองค์กร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด
8. นายอรรณพ มโนมัยวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด


CPhI South East Asia 2019

บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคุณวีระพัฒน์ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ, คุณวินิตา เจนวัฒนวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ร่วมกับบริษัท ไบโอแลป จำกัด โดยคุณรชฎ ถกลศรี ร่วมกันโชว์ศักยภาพในงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีและการประชุมด้านวัตถุดิบและส่วนประกอบการผลิตยาสำหรับเภสัชอุตสาหกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ CPhI South East Asia 2019 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย สนับสนุนโอกาสในการพบคู่ค้ายกระดับการผลิตสู่มาตรฐานและส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก โดยมี คุณศิริรุจ จุลกะรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันที่ 12 – 14 มีนาคมที่ผ่านมา


PM 2.5 ที่ทำให้การหายใจ อันตรายกว่าที่คิด

ปัญหามลพิษทางอากาศ​มักพบในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น และมีประชากรอาศัยอยู่อย่างแออัด ซึ่งสารมลพิษทางอากาศมี 6 ชนิด ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ก๊าซโอโซน, PM 10 และ PM 2.5 ที่ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินคำว่า PM 2.5 กันอยู่บ่อยๆ

ซึ่ง PM 2.5 ก็คือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ฟุ้งกระจายเป็นบริเวณกว้าง และสามารถอยู่ในอากาศได้นาน เมื่อเข้าสู่ทางเดินหายใจแล้ว อาจก่อให้เกิดโรคหรือความผิดปกติของร่ายกายได้ เพราะอนุภาคของ PM 2.5 เล็ก จึงสามารถเข้าไปสู่เนื้อเยื่อปอดและทางเดินหายใจส่วนล่าง และกำจัดออกจากร่างกายได้ยากขึ้น และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งอีกด้วย

โดย PM 2.5 มีสาเหตุจากการเผาในที่โล่ง อุตสาหกรรมการผลิต ควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด PM 2.5 ในบรรยากาศคือการเผาไหม้โดยไม่สมบูรณ์ ซึ่งความหนาแน่นของฝุ่น PM 2.5 ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความแออัดของแหล่งกำเนิดฝุ่น อุณหภูมิและความชื้นของบรรยากาศก็มีผลด้วยเช่นกัน
เมื่อ PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายแล้ว อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้จะสะสมอยู่ในปอด และแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยระบบไหลเวียนโลหิต ที่เมื่อเข้าสู่เซลล์แล้วจะปล่อยสารพิษที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพหลายประการ PM 2.5 จึงทำให้อวัยวะอื่นๆ เกิดความผิดปกติ และเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ทางเดินหายใจอุดกั้น และการติดเชื้อในระบบหายใจ กำเริบรุนแรงขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้การทำงานของระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดถูกทำลาย ทำให้แรงดันในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น การไหลเวียนของเลือดถูกรบกวน การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดแดงแข็ง และเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด อีกทั้งยังทำให้การทำงานของสมองผิดปกติอีกด้วย

ในส่วนของผู้ที่ตั้งครรภ์การสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ก็ทำให้มีผลต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกคลอดต่ำกว่าปกติ และการเสียชีวิตของทารกแรกคลอด และยังส่งผลต่อเนื่องจนทารกเติบโตขึ้น เพราะอาจจะมีโอกาสพบโรคภูมิแพ้ต่างๆ เช่น โรคหืด โรคผิวหนังภูมิแพ้ โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไวต่อการติดเชื้อในระบบหายใจมากขึ้น และระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

จะเห็นได้ว่าฝุ่น PM 2.5 มีอันตรายต่อสุขภาพกับผู้ที่สัมผัสทุกช่วงวัย จึงควรติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 โดยการลดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น พื้นที่ใกล้อุตสาหกรรม และสวมหน้ากากอนามัยชนิดที่สามารถป้องกันอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมโครเมตรขึ้นไปอย่างน้อยร้อยละ 95 เช่น หน้ากาก N95

อ้างอิงจาก “บทบาทของเภสัชกรชุมชนต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5" โดย ภก. กิติยศ ยศสมบัติ อาจารย์พิเศษคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวารสารสมาคมเภสัชกรรมชุมชน


เติมยาเติมความห่วงใย ปทุมธานี

โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 คุณ ชวิศ เพชรรัตน์ Corporate PR. บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ได้เป็นตัวแทนในการ มอบชุดเวชภัณฑ์ แก่ชุมชนเทศบาลปทุมธานี ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลเมืองปทุมธานี ในโครงการ “45 ปี ไบโอฟาร์ม เพื่อชุมชน เติมยาเติมความห่วงใย”

โดยมีนาง พูลศรี หาญสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุข ปทุมธานี เภสัชกรหญิง สุกัญญา คงสำราญ และ และ ทีมงานโบโอฟาร์มตู้ยาเพื่อชุมชน เป็นตัวแทนในการรับ และส่งมอบยา

โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน เป็นโครงการที่ทางไบโอฟาร์ม พยายามจะให้แต่ละชุมชนได้เข้าถึงยา และมียาพื้นฐานที่จำเป็นในการรักษาดูแลตัวเอง ตลอดจนดูแลรักษาคนในชุมชน ซึ่งเป็นการขยายผลจากชุมชนใกล้ๆ เมืองจาก โดยดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง จากสมุทรสาคร สู่ปทุมธานี และ สมุทรปราการ

ด้วยบริษัทไบโอฟาร์ม ตระหนักว่า “ตู้ยาชุมชน” เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ค่อนข้างมาก เมื่อมีตู้ยา ทุกคนในชุมชน จะทราบได้ทันทีว่า พวกเขาสามารถเบิกยาไปใช้ได้ จากจุดนี้เองที่ทำให้บริษัท จุดประกายแนวคิดในเรื่องของตู้ยาเพื่อชุมชน และดำเนินการโครงการอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

สำหรับการลงพื้นที่ในชุมชนเทศบาลปทุมธานี ทีมงานไบโอฟาร์มตู้ยาเพื่อชุมชน มีจุดที่ไปเติมยา 2 จุด เริ่มจากชุมชนบางโพธ์ในเป็นจุดแรก ในการลงพื้นที่เติมยา โดยมีผู้นำชุมชนบางโพธ์ใน เป็นตัวแทนในการรับมอบ ซึ่งในชุมชนมีผู้อาศัย 130 ครัวเรือน ประมาณ 300-400 คน

จากนั้นทางทีมงานไบโอฟาร์มตู้ยาเพื่อชุมชน ได้เดินทางต่อไปยัง ชุมชนพัฒนาสัมพันธ์ เพื่อมอบถุงยา และเติมยาต่อเนื่องเป็นจุดที่สอง โดยมีผู้นำชุมชนพัฒนาสัมพันธ์ คุณเพียงจันทร์ สิริพันธ์ เป็นตัวแทนในการรับมอบ ซึ่งในชุมชนมีผู้อาศัย 500 ครัวเรือน ประมาณ 1,000 คน

สำหรับการคัดเลือก จุดติดตั้งตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ทางอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ของชุมชนปทุมธานีจะเป็นผู้คัดเลือก โดยคัดเลือกจากบ้าน ที่เป็นจุดศูนย์กลางชุมชน มีคนอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งผ่านการอบรมเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้องด้วย

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา และเข้าสู่ยังปีที่ 5 โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ได้รับตอบรับที่ดีจากชุมชน มีคนในชุมชนเข้ามาขอยา เช่น พวกยาชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น อุบัติเหตุหกล้มหรือบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆ ปวดหัวเป็นไข้ รวมไปถึงพวกยาทาแก้ปวดเมื่อย เนื่องจากมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นจำนวนมาก

โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ถือเป็นหนึ่งโครงการที่บริษัทไบโอฟาร์ม ให้ความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ชุมชนในการมีเวชภัณฑ์พื้นฐาน ซึ่งถือว่าการมีตู้ยาอยู่ในชุมชน ทำให้ชาวชุมชนอบอุ่นใจยิ่งขึ้น”