เติมยาเติมความห่วงใย ปทุมธานี

โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 คุณ ชวิศ เพชรรัตน์ Corporate PR. บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ได้เป็นตัวแทนในการ มอบชุดเวชภัณฑ์ แก่ชุมชนเทศบาลปทุมธานี ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลเมืองปทุมธานี ในโครงการ “45 ปี ไบโอฟาร์ม เพื่อชุมชน เติมยาเติมความห่วงใย”

โดยมีนาง พูลศรี หาญสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุข ปทุมธานี เภสัชกรหญิง สุกัญญา คงสำราญ และ และ ทีมงานโบโอฟาร์มตู้ยาเพื่อชุมชน เป็นตัวแทนในการรับ และส่งมอบยา

โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน เป็นโครงการที่ทางไบโอฟาร์ม พยายามจะให้แต่ละชุมชนได้เข้าถึงยา และมียาพื้นฐานที่จำเป็นในการรักษาดูแลตัวเอง ตลอดจนดูแลรักษาคนในชุมชน ซึ่งเป็นการขยายผลจากชุมชนใกล้ๆ เมืองจาก โดยดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง จากสมุทรสาคร สู่ปทุมธานี และ สมุทรปราการ

ด้วยบริษัทไบโอฟาร์ม ตระหนักว่า “ตู้ยาชุมชน” เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ค่อนข้างมาก เมื่อมีตู้ยา ทุกคนในชุมชน จะทราบได้ทันทีว่า พวกเขาสามารถเบิกยาไปใช้ได้ จากจุดนี้เองที่ทำให้บริษัท จุดประกายแนวคิดในเรื่องของตู้ยาเพื่อชุมชน และดำเนินการโครงการอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

สำหรับการลงพื้นที่ในชุมชนเทศบาลปทุมธานี ทีมงานไบโอฟาร์มตู้ยาเพื่อชุมชน มีจุดที่ไปเติมยา 2 จุด เริ่มจากชุมชนบางโพธ์ในเป็นจุดแรก ในการลงพื้นที่เติมยา โดยมีผู้นำชุมชนบางโพธ์ใน เป็นตัวแทนในการรับมอบ ซึ่งในชุมชนมีผู้อาศัย 130 ครัวเรือน ประมาณ 300-400 คน

จากนั้นทางทีมงานไบโอฟาร์มตู้ยาเพื่อชุมชน ได้เดินทางต่อไปยัง ชุมชนพัฒนาสัมพันธ์ เพื่อมอบถุงยา และเติมยาต่อเนื่องเป็นจุดที่สอง โดยมีผู้นำชุมชนพัฒนาสัมพันธ์ คุณเพียงจันทร์ สิริพันธ์ เป็นตัวแทนในการรับมอบ ซึ่งในชุมชนมีผู้อาศัย 500 ครัวเรือน ประมาณ 1,000 คน

สำหรับการคัดเลือก จุดติดตั้งตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ทางอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ของชุมชนปทุมธานีจะเป็นผู้คัดเลือก โดยคัดเลือกจากบ้าน ที่เป็นจุดศูนย์กลางชุมชน มีคนอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งผ่านการอบรมเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้องด้วย

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา และเข้าสู่ยังปีที่ 5 โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ได้รับตอบรับที่ดีจากชุมชน มีคนในชุมชนเข้ามาขอยา เช่น พวกยาชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น อุบัติเหตุหกล้มหรือบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆ ปวดหัวเป็นไข้ รวมไปถึงพวกยาทาแก้ปวดเมื่อย เนื่องจากมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นจำนวนมาก

โครงการตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ถือเป็นหนึ่งโครงการที่บริษัทไบโอฟาร์ม ให้ความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ชุมชนในการมีเวชภัณฑ์พื้นฐาน ซึ่งถือว่าการมีตู้ยาอยู่ในชุมชน ทำให้ชาวชุมชนอบอุ่นใจยิ่งขึ้น”


ขอซื้อยาล้างตาครับ

เป็นประโยคที่พบได้บ่อยในร้านขายยา ซึ่งเราต้องคิดว่า "ลูกค้าต้องมีปัญหาที่ดวงตาแน่นอน"
"เอ๊ะไม่ทราบว่ามีอาการอะไรที่ดวงตาเหรอครับ" (ถามโดยเภสัชกร)

ซึ่งมักจะได้คำตอบที่หลากหลาย

เช่น คันเคืองตา , น้ำตาไหล, แสบตา, ตาแดง, ฝุ่นเข้าตา ,ไม่รู้มีอะไรเข้าไปในตา, ตาแห้ง เอาไปล้างตาให้ดวงตาสะอาด (แฟนมีอาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์) , ตากุ้งยิง , ต้อเนื้อ , มีขี้ตาเขรอะ ฯลฯ โอ้โห!ยาล้างตามีสรรพคุณมากมาย ตามที่ผู้ซื้อเข้าใจเหรอครับก่อนอื่น อยากให้พวกเรามาดูว่า น้ำยาล้างตามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ?

ส่วนประกอบของน้ำยาล้างตาประกอบด้วย

น้ำบริสุทธิ์, สารควบคุมความเป็นกรดด่าง, สารควบคุมสภาพตึงตัว, วัตถุกันเสีย & อาจมีสารประกอบอื่น ๆ เช่น โซเดียมคลอไรด์ (Sodium.chloride) ,กรดบอริค (Boric acid) , เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium chloride) (วัตถุกันเสีย) , คลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) เป็นต้น สารประกอบของยาล้างตา อาจแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์

สรุปดูจากส่วนประกอบของยาล้างตาแล้ว

ยาล้างตาจึงเป็นแค่สารละลายที่ปลอดเชื้อ มีสรรพคุณไว้ใช้สำหรับชำระล้างฝุ่น , ผง รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ให้ออกจากดวงตาเท่านั้น ซึ่งเมื่อฝุ่นผงได้ออกจากดวงตาแล้ว อาการระคายเคืองตาจะค่อย ๆ ลดลง แต่ยาล้างตาก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการคันระคายเคืองตาโดยตรงดังนั้นผลิตภัณฑ์ยาล้างตาจึงเหมาะที่จะใช้ในกรณีฝุ่นผงเข้าตา หรือในกรณีที่รู้สึกเหมือนมีอะไรติดค้างในดวงตาเท่านั้น โดยจุดประสงค์ใช้เพื่อชำระล้างเศษฝุ่นผงให้ออกจากดวงตาอย่างเดียว จึงไม่ควรนำยาล้างตามาใช้ในกรณีอื่นที่นอกเหนือจากฝุ่นผงเข้าตาเช่น คันเคืองตาหรือแสบตาที่ไม่ได้เกิดจากฝุ่นผงเข้าตา , ตากุ้งยิง ,ตาแห้ง ,ต้อเนื้อหรือเอาไปล้างดวงตาให้สะอาดโดยไม่มีอาการผิดปกติอะไร หรือแม้กระทั่งมีฝุ่นผงเข้าตามาหลายวัน แต่ตอนนี้มีแต่อาการตาแดง , คันเคืองตา,แสบตาน้ำตาไหลหรือมีขี้ตามากผิดปกติ กรณีนี้ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาแล้วควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ภาวะฝุ่นเข้าตาอันตรายมั้ย

ภาวะฝุ่นเข้าตาเป็นภาวะที่มีสิ่งแปลกปลอมเช่น ฝุ่นผง, ผงปูน , ทราย , ผงเครื่องสำอาง หรือ แม้กระทั่งขนตา บังเอิญถูกพัดปลิวหรือกระเด็นเข้าไปติดในบริเวณเยื่อบุตา ซึ่งโดยปกติขนตาของเราจะมีหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันเศษฝุ่นผงหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ดวงตาอยู่แล้ว แต่ในบางโอกาศเศษฝุ่นผงก็อาจบังเอิญปลิวหรือหล่นเข้าไปในดวงตาได้เช่นกันได้แก่ อาชีพงานที่เสี่ยง เช่น อาชีพก่อสร้าง , คนที่ต้องทำงานใต้ท้องรถ ,วินมอร์เตอร์ไซด์รวมทั้งผู้โดยสารที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัยหรือแว่นตา , ผู้ที่อยู่ในบริเวณที่มีลมพัดแรง , ในกรณีแต่งหน้า ฯลฯ ในกรณีที่มีเศษฝุ่นเข้าสู่ดวงตา ร่างกายของเราจะมีกลไกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ด้วยการผลิตน้ำตาออกมา เพื่อชำระล้างเศษฝุ่นผงดังกล่าวให้ออก ในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเศษฝุ่นผงนั้นให้ออกมาได้ เศษฝุ่นผงหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นอาจจะติดค้างอยู่ในบริเวณเยื่อบุตา ร่างกายของเราจะป้องกันตนเองโดยปล่อยสารแพ้ , สารอักเสบออกมา จนกระตุ้นทำให้รู้สึกคันเคืองตา , ตาแดง , มีน้ำตาไหล&รู้สึกเหมือนกับมีอะไรติดค้างอยู่ในดวงตา ในกรณีเศษฝุ่นผงไปติดอยู่ใต้เปลือกตาบน อาจทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดในขณะกระพริบตาได้ กรณีนี้ไม่ควรไปขยี้ที่ดวงตา เพราะจะมีโอกาสทำให้ดวงตายิ่งอักเสบ & แดงมากยิ่งขึ้น หรือถ้ารุนแรงกว่านั้น จะทำให้เกิดแผลที่กระจกตาได้สรุปแล้ว ภาวะเศษฝุ่นผงเข้าตา อาจไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ (ถ้าไม่ไปขยี้ตารุนแรง) เพียงแต่ทำให้รู้สึกระคายเคืองตาในระยะสั้น ๆ เท่านั้นเอง

ในกรณีเศษฝุ่นผงเข้าตา หรือรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรยังติดค้างอยู่ในดวงตา อาจลองกำจัดเศษฝุ่นผงด้วยวิธีต่อไปนี้

- ในกรณีฝุ่นผงเข้าตา ต่อมน้ำตาจะถูกกระตุ้นให้สร้างน้ำตาออกมามากกว่าปกติ ให้ใช้วิธีกระพริบตาบ่อย ๆ เพื่อให้น้ำตาที่ถูกกระตุ้นออกมาช่วยชะล้างขับเศษฝุ่นผงให้ออกจากตาเร็วขึ้น แต่ห้ามไปขยี้ที่ตาเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผิวกระจกตาถลอกเป็นแผลได้
- ในกรณีใช้วิธีกระพริบตาแล้วยังไม่ได้ผล อาจล้างตาด้วยน้ำยาล้างตา ในกรณีล้างตาจนเศษฝุ่นออกจากตาแล้ว ถ้าตายังแดงมากหรือยังรู้สึกคันเคืองตามาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร&ควรพักผ่อนสายตาควบคู่กันไปด้วย กรณีนี้ไม่ควรไปสนใจที่ดวงตามากเกินไป เช่น เอากระดาษทิชชูไปเช็ดบ่อย ๆ หรือเอามือไปสัมผัสบ่อย ๆ เพราะจะมีโอกาสทำให้ติดเชื้อที่ดวงตาได้ง่าย
- หากทำตามวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล (เศษฝุ่นผงยังคงติดค้างอยู่) ควรปิดตาข้างที่มีฝุ่นเข้าตาด้วยผ้าปิดตาหรือผ้าพันแผลที่ปลอดเชื้อแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที

ขั้นตอนการใช้ยาล้างตา

1. ก่อนใช้น้ำยาล้างตาให้ดูวันหมดอายุที่ข้างขวดก่อน
2. ล้างมือให้สะอาด & ล้างถ้วยล้างตาด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตา ก่อนที่จะนำมาใช้
3. เปิดขวดน้ำยาล้างตา เทน้ำยาฯลงในถ้วยล้างตาตามปริมาณขอบเส้นที่กำหนดในถ้วย
4. ก้มหน้าลงให้ดวงตาแนบสนิทกับถ้วย & ดันถ้วยเบา ๆให้สนิทกับเบ้าตา
5. เงยหน้าขึ้นในขณะที่ถ้วยยังครอบตาอยู่ เพื่อให้น้ำยาฯไปสัมผัสกับดวงตาโดยตรง จากนั้นให้ลืมตาแล้วกรอกตาไปมา ≈ 15 วินาที เพื่อช่วยให้น้ำยาฯชะล้างเศษฝุ่นให้ออกจากดวงตาเร็วขึ้น
6. ก้มหน้าลง นำถ้วยออกจากดวงตาแล้วเทน้ำยาฯที่ใช้แล้วทิ้งไป ถ้าล้างตาซ้ำ ควรเปลี่ยนน้ำยาฯใหม่ (ไม่ควรนำน้ำยาฯที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำอีก)
7. ล้างถ้วยน้ำยาล้างตาที่ใช้แล้วให้สะอาด & เช็ดให้แห้งทุกครั้ง และเก็บในที่สะอาด จากนั้นปิดฝาขวดน้ำยาล้างตาให้สนิท

หมายเหตุ :

- ในกรณีใส่คอนแทคเลนส์ ควรถอดคอนแทคเลนส์ออกมา ก่อนใช้น้ำยาล้างตา
- เก็บขวดน้ำยาล้างตาให้พ้นมือเด็ก โดยเก็บในอุณหภูมิห้องให้ห่างจากความร้อน , แสงแดด , ความชื้น

สรุปวัตถุประสงค์ในการใช้น้ำยาล้างตา

เราจะใช้น้ำยาล้างตาก็ต่อเมื่อมีเศษฝุ่นผงเข้าตา หรือมีอะไรติดค้างอยู่ในดวงตาเท่านั้น ไม่ควรใช้ในกรณีนอกเหนือจากนี้

ข้อควรระวังการใช้น้ำยาล้างตา

- ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาร่วมกับผู้อื่น
- ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาไปใช้แทนน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์
- ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตามาล้างดวงตาเป็นประจำโดยไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ หรือเพื่อทำความสะอาดดวงตา เนื่องจากในภาวะปกติร่างกายจะผลิตน้ำตา (ซึ่งประกอบด้วยน้ำ , ไขมัน
มูซิน & สารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค) ออกมาช่วยหล่อเลี้ยง & เคลือบดวงตาให้ดวงตาชุ่มชื้นอยู่เสมอเป็นการป้องกันอาการตาแห้งไปในตัว การล้างตาบ่อย ๆโดยไม่มีความจำเป็นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติเพราะจะไปชะล้างเอาน้ำตาที่ดีออกไป ทำให้ดวงตาขาดความชุ่มชื้นจนมีโอกาสทำให้เกิดโรคตาแห้ง & เพิ่มโอกาสการติดเชื้อที่ตาได้ง่าย

อายุการใช้งาน

ถ้าเปิดขวดน้ำยาล้างตาแล้ว ควรใช้ภายใน 3 เดือน

ถึงตอนนี้ ผู้ที่จะซื้อน้ำยาล้างตามาใช้เองคงจะทราบดีว่า น้ำยาล้างตามีวัตถุประสงค์ใช้เพื่ออะไร ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะไปซื้อน้ำยาล้างตามาล้างเพื่อทำความสะอาดดวงตาทั้งที่ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ที่ดวงตาเลย


สูงวัยอย่างแข็งแรง ต้องเริ่มเติมมวลกระดูก

“โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบที่นำไปสู่ทุพพลภาพและเสียชีวิตในผู้สูงอายุ ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ

เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายก็ทำงานไม่เหมือนเดิม เดินเหินก็ลำบาก สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเตรียมความพร้อมให้อวัยวะที่สำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ ซึ่งก็คือ กระดูก และ ฟัน

เมื่ออายุ 40-50 ปีขึ้นไป อัตราการสลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้างเซลล์กระดูก หมายความว่า มวลกระดูกจะค่อย ๆ ลดจำนวนลง โครงสร้างภายในของกระดูกจะถูกทำลายจนเกิดเป็นรูพรุนลักษณะคล้ายกับฟองน้ำ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนขึ้น โดยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดเอว ปวดหลัง ปวดข้อมือ หลังโก่ง ไหล่งุ้ม เตี้ยลง เป็นต้น โดยกระดูกบริเวณที่พบว่ามีโอกาสหักได้บ่อย ได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ

เป็นผู้หญิง ยิ่งเสี่ยงมาก เพราะร่างกายจะสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วหลังหมดประจำเดือน ยิ่งหากพลาดพลั้งสะดุดล้ม หรือลื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายในวัยที่ร่างกายสั่งไม่ได้ดั่งใจ หากมีกระดูกที่แข็งแรงแล้ว ก็ไม่ต้องเสี่ยงกับการเป็นผู้ป่วยติดเตียงเพราะสะโพกหัก (Hip Fracture) ที่ 20% ของผู้ป่วย จะลงเอยด้วยการเสียชีวิต จากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด

เพราะภัยเงียบอย่างโรคกระดูกพรุนไม่มีสัญญาณเตือน เมื่ออายุครบ 65 ปี หรือเมื่อหมดประจำเดือนในกลุ่มผู้หญิง ต้องหมั่นเช็กมวลกระดูก รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่กลุ่มเสี่ยงโรคกระดูกพรุนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่จะเป็น 1 ในคนที่สร้างสถิติผู้ป่วยกระดูกพรุนให้เพิ่มสูงขึ้น

วัยอย่างคุณ ต้องการแคลเซียมเท่าไร
วัยเด็ก 3-10 ปี ต้องการแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน
วัยรุ่น 11-24 ปี ต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน
วัยผู้ใหญ่ 25-50 ต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน
วัยสูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วัน
หญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียม 1,300-1,500 มิลลิกรัม/วัน


ขุมทรัพย์แคลเซียมในอาหาร

ผัก
-บรอกโคลี
-กะหล่ำดอก
-กุ้ยช่าย
-กระเทียม
-ดอกขจร
-ถั่วฝักยาว

ผลไม้
-กล้วย
-ส้ม
-กีวี่
-เอพริคอต
-ฝรั่ง

อาหารอื่นๆ
-เมล็ดพืช เช่น เมล็ดเจีย
-โยเกิร์ต
-เต้าหูขาว
-ปลาซาร์ดีน หรือปลาแซลมอน

เมนูอาหารทางเลือกเพื่อเสริมแคลเซียม
-แกงจืดเต้าหู้หมูสับ
-ยำถั่วพู
-น้ำพริกกะปิ ปลาทู
-ลาบเต้าหู้
-คะน้าผัดน้ำมันหอย

ดีที่สมัยนี้มีทางเลือกรับสารอาหารได้ตรงความต้องการ อย่างอาหารเสริม ชนิดเสริมแคลเซียม เพื่อให้คุณได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอที่จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และบำรุงกระดูกไปพร้อมๆ กัน

ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่วัยสูงอายุควรได้รับ เพื่อห่างไกลจากโรคประจำตัวอย่าง ความดัน อัลไซเมอร์ และไขข้อ เพราะนอกจากแคลเซียมแล้ว วัยสูงอายุยังต้องการโอเมก้า-3 โพแทสเซียม แมกนีเซียม เพื่อป้องกันโรคยอดฮิตวัยเกษียณ ซึ่งสารอาหารพวกนี้หาได้จากอาหารเสริมประเภทน้ำมันสกัดจากอาหารทะเล เช่น น้ำมันคริลล์ และ น้ำมันปลา เป็นต้น


4 สารอาหารที่ดวงตาต้องการ

4 สารอาหาร ต่อต้านภัยร้ายคุกคามดวงตา
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ดวงตา เราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าเพียงแค่ วิตามินเอ ไบโอฟาร์มจึงขอรวบรวมสารอาหารอีก 4 ชนิดที่มีความสำคัญต่อการบำรุงดวงตา มาให้ได้อ่านกัน

แอสต้าแซนธิน
ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหูกันเท่าไรนัก แต่สารอาหารชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยจะพบได้มากในสาหร่ายสีแดง และอาหารที่มีสีส้ม แดง หรือเหลือง อย่างเช่น แครอท ฟักทอง รวมถึงสัตว์ทะเลอย่าง ปลาแซลมอน และเปลือกกุ้ง เปลือกปู

แอสต้าแซนธิน คือสารอาหารที่จำเป็นอย่างย่ิงสำหรับผู้ที่ต้องใช้สายตามาก ทำงานกับคอมพิวเตอร์ จ้องจอทั้งวัน พ่วงตามมาด้วยอาการตาล้า โดยแอสต้าแซนธินจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยที่จอตา และช่วยลดอาการเมื่อยล้า ที่เกิดจากการจ้องจอเป็นเวลานาน

อีกหนึ่งสรรพคุณโดดเดนของแอสต้าแซนธินที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย คือการเป็น Super Antioxidant คือสามารถป้องกันเซลล์อนุมูลอิสระได้ทั้งในส่วนที่เป็นน้ำ และไขมัน ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับวิตามินซี หากแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซี ถึง 6,000 เท่า นอกจากปกป้องรักษาดวงตาแล้ว แอนต้าแซนทีนยังช่วยกระตุ้นความจำ เพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของร่างกาย และยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วย

วิตามินอี

วิตามินอี
ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดต้อกระจก ลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% และเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตาเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมไปถึงในดวงตาอีกด้วย ประโยชน์โดยตรงของวิตามินอี ที่มีต่อดวงตา คือช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดต้อกระจก รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ดวงตา หากใครที่เริ่มเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในช่วงต้น วิตามินอียังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% ได้อีกด้วย เราสามารถพบวิตามินอีได้ในถั่วอัลมอนด์ บร็อกโคลี ผักโขม เป็นต้น

บิลเบอร์รี่สกัด
บิลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงรักษาดวงตา และการมองเห็น พร้อมไปด้วยสารอาหารอีกนับไม่ถ้วน

บิลเบอร์รี่มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันและรักษาอาการตาบอดกลางคืน ใครที่ต้องใช้สายตานานๆ จนเกิดอาการตาแห้ง เมื่อยล้า บิลเบอร์รี่ก็สามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน ที่สำคัญคือบิลเบอร์รี่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้สามารถป้องกันอาการเสื่อมของดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการต้อ ทั้งต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ รวมถึงอาการตาเสื่อมในผู้งอายุอีกด้วย บิลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ปลูกขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเท่านั้น แต่ด้วยสรรพคุณที่มีความโดดเด่น อีกทั้งยังปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียง จึงมักจะถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม กลายเป็นอีกหนึ่งหนของการดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการถนอมดวงตา ที่ประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ลูทีน
ในดวงตาของเรามีโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่า “ลูทีน” อยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณจุดของดวงตาที่แสงสว่างและรูปภาพจะมาตกพอดี โดยจะฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เรียกได้ว่าจุดนี้ เป็นจุดสำคัญในการรับภาพเลยทีเดียว

หน้าที่สำคัญของลูทีน คือการกรองแสงสีฟ้า ที่มีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา ทั้งในแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากต่อการหลีกเลี่ยง ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อจอประสาทตาเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนอายุที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้จอประสาทตา และเรตินาเสื่อม นำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ลูทีนมีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา

ถึงแม้ว่าดวงตาของเราจะมีลูทีนเคลือบที่เรตินาอยู่แล้ว แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนขึ้นมาเพิ่มเองได้ใหม่ การรับประทานอาหารที่มีลูทีน จึงเป็นส่ิงที่เราสามารถทำได้เพื่อรับสารอาหารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย โดยสามารถหาได้จากผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข้ม

วิถีชีวิตในยุคนี้ทำให้เราหลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายดวงตาไม่ได้เลย แสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตามีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่จะคอยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตาลดลง สิ่งที่เราทำได้เพื่อให้ดวงตาแข็งแรงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน คือการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และการบำรุงให้แก่ดวงตาของเรา ผ่านการเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในรูปแบบของอาหารที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเกิดทางเลือกให้เราได้เลือกรับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย และประหยัดเวลาได้มากกว่าที่เคย นั่นก็คือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”


Zinc สิ่งที่ขาดไม่ได้ สารอาหารที่ร่างกายต้องการ

เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าใน 1 วัน ร่างกายของเราได้รับสารอาหารตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า? แต่ละช่วงวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไร จะน้อย หรือจะมาก เราก็ควรจะดูแลสุขภาพให้ดี หนึ่งในสารอาหารสำคัญสำหรับคนทุกเพศทุกวัยก็คือ ซิงก์ (ธาตุสังกะสี)

ซิงก์เป็นสารอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงาน แต่มีหน้าที่สำคัญในการกำกับควบคุมกระบวนการทำงานของร่างกาย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถพบซิงก์ได้ในเกือบจะทุกเซลล์ของร่างกาย เพราะซิงก์มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่างๆ มากกว่า 300 ชนิด ดังนั้นแล้ว ซิงก์ จึงมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

ร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์สารอาหารชนิดนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทาน แต่อะไรที่มากไป หรือน้อยไปก็มักไม่ดีนัก ถึงแม้ว่าซิงก์จะมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วน เราก็ควรจะเลือกรับในปริมาณที่เหมาะสม และสอดคล้องกับช่วงวัยของเรา เพื่อที่จะให้ร่างกายเกิดความสมดุล

ปริมาณซิงก์ที่เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละช่วงวัย

อายุน้อยกว่า 1 ปี               3 – 5        มิลลิกรัม/วัน
อายุ 1 –10 ปี                   10          มิลลิกรัม/วัน
อายุ 11 ปีขึ้นไป                 15          มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะตั้งครรภ์        20 – 25     มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะให้นมบุตร     25 – 30     มิลลิกรัม/วัน

“ซิงก์” แร่ธาตุสารพัดประโยชน์
ซิงก์ไม่ได้แค่ป้องกันโรคใดโรคหนึ่ง หรือเป็นประโยชน์ต่อเพียงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ประโยชน์ของซิงก์นั้นมีหลากหลาย ต่อคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง หรือผู้ชาย นอกเหนือจากการช่วยป้องกันโรค ยังช่วยเสริมในเรื่องของความงามอีกด้วย

ประโยชน์ในเด็ก
-กระตุ้นการเจริญเติบโต ในช่วงทารก จนถึงช่วงวัยรุ่น

ประโยชน์ในเพศชาย
-รักษา และป้องกันการเป็นหมัน
-ป้องกันต่อมลูกหมากโต ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

ประโยชน์ในเพศหญิง
-ป้องกันมะเร็งเต้านม
-ช่วยป้องกันปัญหาระดูผิดปกติ บรรเทาอาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูกก่อนมีประจำเดือน

ประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย
-เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกาย: ลดระยะเวลาการเจ็บป่วย และบรรเทาอาการหวัด ทั้งยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
-กระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว
-มีความจำเป็นต่อการสร้าง DNA
-ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวหนัง ที่เกิดจากผิวไหม้แดด แผลพุพอง และโรคเหงือกบางชนิด
-รักษาสิว
-บำรุงสุขภาพเส้นผม ลดทุกปัญหาของเส้นผม รวมถึงผมหงอกก่อนวัยอันควร
-ปกป้องระบบประสาท

อาหารชนิดใด ที่ให้ซิงก์กับร่างกาย?
ซิงก์มีประโยชน์มากมาย แต่อาหารชนิดไหนที่จะเป็นแหล่งสารอาหารที่เรียกว่า “ซิงก์” กันล่ะ
- อาหารกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ นม เนย ปู กุ้ง ไข่
หอยนางรม
พืชผัก เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดพืช วุ้นเส้นไม่ฟอกขาว งา มันฝรั่ง ผักใบเขียวต่างๆ
ผลไม้ เช่น มะม่วง สับปะรด แอปเปิ้ล

จะเกิดอะไรหากร่างกายไม่ได้รับซิงก์ในปริมาณที่เหมาะสม?
ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าซิงก์เป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะพอดี แล้วถ้าหากร่างกายได้รับซิงก์ในปริมาณที่มากไป หรือน้อยไปล่ะ จะส่งผลกระทบอย่างไร?
กรณีที่ได้รับซิงก์มากเกินไป
-มากเกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน: ส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด
-มากเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน: เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ เกร็งบริเวณกล้ามเนื้อท้อง และเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร
-มากเกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน: หากเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน สังกะสีจะเข้าไปลดการดูดซึมทองแดงและธาตุเหล็ก ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง

กรณีที่ได้รับซิงก์น้อยเกินไป
ร่างกายจะแสดงออกมาด้วยอาการทางผิวหนัง นั่นคือ
-ขนตามร่างกายร่วง ผิวหนังเป็นรอยเขียวฟกช้ำได้ง่าย
-แผลเรื้อรังไม่ยอมหายสักที มีการอักเสบระคายเคืองที่ผิวหนัง
-ผิวแห้งลอกไม่มีความชุ่มชื้น ผิวหยาบกร้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อพับ
-ประสาทการรับรสเริ่มด้อยประสิทธิภาพ
-แผลหายช้า
-สำหรับหญิงที่ให้นมบุตร การขาดธาตุสังกะสีจะส่งผลไปถึงการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของลูกน้อย
รู้กันอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมเลือกทานสิ่งดีๆ อาหารที่มีประโยชน์ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี การรับสิ่งดีๆ เพื่อร่างกายของเราเอง ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ


MOU. ศูนย์วิจัยยาฯธรรมศาสตร์

นายวีระพัฒน์ ถกลศรี (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 45 ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับศูนย์วิจัยค้นคว้าและพัฒนายา สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีรศ.ดร.ภญ.ปลื้มจิตต์ โรจนพันธุ์ (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ ร่วมลงนาม ทั้งนี้เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาต่อยอด งานนวัตกรรมของสารสกัดสมุนไพรในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ (ที่ 4 จากขวา) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมโดม 3 อาคารโดมบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อเร็วๆ นี้


เติมยาเติมความห่วงใย สมุทรสาคร

เภสัชกรบุญสม เกษจันทร์ทิวา ผู้จัดการฝ่ายประสานงานองค์กร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด พร้อมด้วยอาจารย์นายแพทย์ เทพรักษา เหมพรหมราช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมุทรสาคร จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคนิ้วล็อคและการดูแลตัวเองจากโรคกระดูกเสื่อมในผู้สูงอายุ พร้อมมอบชุดเวชภัณฑ์แก่ชุมชนเทศบาลสมุทรสาคร ในโครงการ “45 ปี ไบโอฟาร์ม เพื่อชุมชน เติมยาเติมความห่วงใย”

โดยมี นายชิงชัย บุญประคอง ปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร และ นายอนุชา คูเจริญไพศาล ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เป็นตัวแทนในการรับมอบ เมื่อเร็วๆนี้


















มอบเวชภัณฑ์คุมกำเนิดฯ


นายเสน่ห์ เหรียญมหาสาร (ซ้าย) ผู้อำนวยการนวัตกรรมการตลาด บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำ ที่ดำเนินธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 45 มอบเวชภัณฑ์คุมกำเนิดให้
ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล (กลาง) นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และนางสาวสุชาดา ไทยบรรเทา (ขวา) ผู้อำนวยการสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เพื่อสนับสนุนงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และบริการแก่ประชาชน ผ่านคลินิกเวชกรรมของสมาคมวางแผนครอบครัวฯทั่วประเทศ อีกทั้งเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ 21 ตุลาคม โดยพิธีมอบจัดขึ้น สำนักงานสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ วิภาวดีรังสิต เมื่อเร็วๆ นี้


อะเซโรล่า เชอร์รี่ แหล่งวิตามินซีที่ร่างกายขาดไม่ได้

อะเซโรล่า เชอร์รี่ คือ...
ผลไม้เมืองร้อนที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณ กรดแอสคอร์บิก หรือวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง และมีไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างสดใส ให้ผิวขาวใส อมชมพู และช่วยส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงร่างกายโดยรวม ป้องกันหวัด หรือรับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย ป้องกันหวัด

อะเซโรล่า เชอร์รี่ มีความโดดเด่นในเรื่องของวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีปริมาณมาก โดยให้ปริมาณวิตามินซีสูงกว่าส้ม 30-80 เท่า และมีสารอาหารอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ, รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ปลูกมากแถบแคริบเบียน, อเมริกากลาง และลุ่มแม่น้ำอะเมซอน และบราซิล

วิตามินซีจากธรรมชาติ ต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์อย่างไร
1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นนอกเหนือวิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติไม่ทำลายสารเคลือบฟัน
4. วิตามินซีธรรมชาติไม่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร

นึกถึงวิตามินซีธรรมชาติ...นึกถึง อะเซโรล่า เชอร์รี่
อะเซโรลา เชอร์รีสด 1 ผล (100 กรัม) จะมีวิตามินซี ประมาณ 1.5 กรัม ถึงประมาณ 3.5 กรัม
น้ำอะเซโรลา เชอร์รีคั้นสด 180 มิลลิลิตร มีปริมาณวิตามินซีเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้นสด 14 ลิตร
วิตามินซีจากผลอะเซโรลา เชอร์รี สามารถดูดซึมผ่านลำไส้เล็กได้เร็วกว่าวิตามินซี สังเคราะห์ถึง 1.63 เท่า เนื่องมาจากไฟโตนิวเทรียนท์ในผลอะเซโรลา เชอร์รี เช่น
ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยเพิ่ม
การดูดซึมวิตามินซี

ความแตกต่างของวิตามินซีในอะเซโรล่า เชอร์รี่
จากการศึกษาพบว่า สารสกัดจากผลอะเซโรล่า เชอร์รีทั้งในรูปสกัดจากผลสดและน้ำคั้นมีค่า Oxygen Radical Absorbance Capacity (ORAC) หรือเกณฑ์วัดประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระ
สูงมากกว่าสตรอเบอร์รีและผักโขม ซึ่งทำให้ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า

อะเซโรล่า เชอร์รี่ ยังช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรต และการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ซึ่งดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน และอาจถูกพัฒนาไปเป็นสารสกัดโพลีฟีนอลจากผลอะเซโรลา เชอร์รี่ เพื่อนำมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับมนุษย์ในอนาคต

อะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์แก่สุขภาพในปริมาณสูง ใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารมาเป็นเวลานาน จึงมีความปลอดภัยสูง แม้รับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว หรืออวัยวะต่าง ๆ

ด้วยความเข้มข้นของวิตามินซี ที่มากกว่าผลส้ม 30-80 เท่า ความปลอดภัยจากวิตามินซีธรรมชาติ และประโยชน์ที่แตกต่าง มากกว่าแค่วิตามินซี ทำให้วิตามินซีธรรมชาติจากอะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นทางเลือกใหม่มาแรง ในการดูแลผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น เนียนใส พร้อมเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันหวัด และต้านอนุมูลอิสระ


วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

เป็นที่ยอมรับและทราบกันในวงกว้างว่า “วิตามิน C” เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เราแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

- เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ช่วยส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ส่งเสริมการทำงานของสารแอนติบอดี้ในร่างกาย เพื่อตรวจจับและทำลายเชื้อโรคต่างๆ
- ปกป้องอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ทำร้ายเซลล์หรือก่อให้เกิดโรค
- ช่วยให้อาการของหวัดหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาลง
- สร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวหนังชั้นใน (Dermis) ของร่างกายมีเซลล์ที่เรียกว่า Fibroblast อยู่ เซลล์นี้จะทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับขึ้น
- จะช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้เพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน
- ปกป้องอนุมูลอิสระจากรังสี UV จากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่เร่งการผลิตอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวดำให้เร็วขึ้น ทำให้ผิวเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า วิตามินซีจะเป็นสารอาหารในลำดับต้น ๆ ที่เข้าปกป้องผิว และทำลายอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นโดย รังสี UV

ซึ่งวิตามินซีในท้องตลาด มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือวิตามินซีธรรมชาติ และวิตามินซีสังเคราะห์ การที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มที่ ควรรับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์ดังนี้

1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่วิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติ จะไม่ทำลายสารเคลือบฟัน ไม่กัดฟัน ไม่ทำให้ฟันผุง่าย
4. วิตามินซีธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
5. วิตามินซีธรรมชาติมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างโปรตีนคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย เพิ่มภูมิคุ้มกันลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดต้านทานอาการภูมิแพ้ อักเสบ ติดเชื้อ บรรเทาความดันโลหิตสูงและต้อกระจกได้

บุคคลใดบ้างที่ควรได้รับวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป?
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่สัมผัสควันจากบุหรี่เป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ
- ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ
- ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรังเช่น มะเร็ง หรือเอดส์

ทั้งนี้ การทานอาหารเสริม ควรทานคู่ไปกับสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ