เรื่องยาน่ารู้

เรื่องยาน่ารู้
ทุกครั้งที่ท่านไปหาหมอที่โรงพยาบาล เวลารับยาที่ห้องจ่ายยา เภสัชกรมักจะอธิบายหรือติดสติ๊กเกอร์คำแนะนำพิเศษบนซองยาและขวดยา เช่น กินยานี้ก่อนอาหาร กินยาพร้อมอาหารแล้วดื่มน้ำตามมากๆ ยานี้กินแล้วอาจจะง่วงนอนให้ระวังในการขับรถ ฯลฯ ซึ่งคำแนะนำพิเศษที่ปรากฎเหล่านี้ ล้วนมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง โดยจุดมุ่งหมายหลักคือเพื่อทำให้การออกฤทธิ์ของยาเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ลดอันตรายจากอาการไม่พึงประสงค์ของยา คำแนะนำพิเศษที่น่าสนใจมีดังนี้
ควรกินยานี้ก่อนอาหาร
ปกติแนะนำให้กินยาก่อนอาหารประมาณ ครึ่ง - 1 ชั่วโมง (ระยะเวลาก่อนอาหาร ครึ่ง -1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่กระเพาะอาหารว่าง) ยาที่ให้กินก่อนอาหารมักเป็นยาที่มีข้อจำกัด หากกินลงไปแล้วมีอาหารร่วมอยู่ด้วยในกระเพาะอาหารจะลดการดูดซึมของยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือไม่ได้ผลเลย ได้แก่ ยารักษาโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น แอมพิซิลลิน ลินโคมัยซิน จึงต้องแนะนำให้กินตอนท้องว่าง
นอกจากนั้นยาที่ใช้ป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน เช่น เมโนโคลปราไมด์ ต้องกินก่อนอาหาร 30 นาที จึงจะได้ผลเต็มที่และป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังจากผู้ป่วยกินอาหารได้
ควรกินยานี้หลังอาหารทันที
ยาที่แนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันทีจะเป็นยาที่มีฤทธิ์กัดและไซ้กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนถ้ากินตอนท้องว่าง ยาเหล่านี้ได้แก่ แอสไพริน ยารักษาโรคปวดข้อบางชนิด การกินยาหลังอาหารทันทีจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ลงได้ และป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจากยาเหล่านี้ด้วย
ควรกินยานี้หลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง
เช่น ยาลดกรด สำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าเป็นแผลในกระเอาหาร แพทย์มักสั่งให้กินหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง ก็เนื่องจากพบว่าระดับของกรดในกระเพาะอาหารจะมีปริมาณสูงสุดในช่วง 1-2 ชั่วโมงหลังอาหาร นอกจากนี้แพทย์ยังสั่งให้กินยาลดกรดก่อนนอนด้วย เพราะในช่วงกลางคืนจะมีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารออกมามากเช่นกัน
กินยานี้ควรดื่มน้ำมากๆ
อาจแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้อาเจียนมาก นอกจากควรกินยาหลังอาหารทันทีแล้ว ยังต้องดื่มน้ำมากๆ ด้วยเพื่อลดผลข้างเคียงของยา อีกกรณีหนึ่งคือ เป็นยาที่ตกตะกอนในไตได้ง่าย จึงต้องดื่มน้ำตามมากๆ ยาพวกนี้ได้แก่ ยาพวกซัลฟา
กินยานี้แล้วอาจง่วงนอน
กินยานี้แล้วอาจง่วงนอนจะต้องระวังเมื่อขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ยาประเภทนี้มักเป็นยาแก้แพ้สำหรับผื่นคัน ลมพิษ (เช่น ไฮดรอกไซซิน) หรือยาที่ใช้ลดน้ำมูก (เช่น คลอเฟนนิรามีน บรอมเฟนนิรามีน) ยาป้องกันการเมารถ เมาเรือ เมื่อกินเข้าไปจะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอน เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง จึงควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล
ยาที่มีผลกดระบบประสาทโดยตรง ได้แก่ ยาคลายเครียด (เช่น ไดอะซีแพม) ยานอนหลับก็ต้องมีคำเตือนนื้เช่นกัน และที่สำคัญการกินยาที่มีผลต่อระบบประสาทเหล่านี้ ควรต้องงดการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาดองต่างๆ โดยเด็ดขาด
ควรกินยานี้ติดต่อกันทุกวันจนยาหมด
ยาบางชนิดเป็นยาที่บรรเทาอาการ เมื่อหายแล้วหรืออาการดีขึ้นก็หยุดยาได้ แต่ยารักษาโรคติดเชื้อ เช่น แอมพิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน อีริโทรมัยซิน จำเป็นต้องกินยาเพื่อรักษาโรคอย่างต่อเนื่องสักระยะหนึ่ง จะนานแค่ไหนขึ้นกับชนิดความรุนแรงของโรค ซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรจะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดให้ เช่น ต้องกินยาติดต่อกัน 7-10 วัน เพื่อให้แน่ใจว่ายาได้ไปทำลายเชื้อที่ก่อโรคหมดสิ้นแล้ว ไม่หลงเหลือที่จะกระตุ้นการดื้อยาได้
คำแนะนำการกินยาเป็นช่วงระยะเวลาติดต่อกันนี้ ยังอาจพบในโรคบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิด หรือโรคแผลในทางเดินอาหาร ซึ่งอาจต้องกินยาอย่างต่อเนื่องนานถึง 6 สัปดาห์ จึงจะสามารถทำให้แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้สมานได้เป็นปกติ หากไม่ทำตามคำแนะนำนี้ก็อาจจะต้องกลับเป็นแผลซ้ำอีกได้
เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน
ได้แก่ ยาลดกรดชนิดเม็ด จะมีคำแนะนำให้เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน ทั้งนี้ เพื่อหวังผลให้ยาที่ถูกเคี้ยวแล้วนั้นกระจายตัวในส่วนของทางเดินอาหารได้อย่างทั่วถึง ทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด สำหรับยาลดกรดชนิดน้ำขาวนั้น ควรเขย่าขวดก่อนรินยารับประทานเพื่อให้ยาในขวดกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้ตัวยาในปริมาณที่ถูกต้อง
การกินยาให้ถูกโรคและถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ หรือเภสัชกร จะทำให้การรักษาโรคของตัวท่านเป็นไปอย่างสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด
บทความโดย Diag. & Px.Line พ.ต.หญิง รัชนินาฎ ถนอมสิน