ความดันโลหิตสูง(Hypertension)

ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตคืออะไร
ทุกครั้งที่หัวใจบีบตัวไล่เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จะทำให้เกิดแรงดัน หรือความดันขึ้นในหลอดเลือดต่าง ๆ ความดันนี้เองที่เราเรียกว่า ความดันโลหิต ค่าความดันโลหิตจะประกอบด้วยค่าสองค่าเสมอ คือ "ตัวบน" และ "ตัวล่าง" เช่นคุณหมอจะบอกว่า "ความดันของคุณร้อยยี่สิบกับแปดสิบครับ" 120 ก็คือ "ตัวบน" และ 80 ก็คือ "ตัวล่าง" ทั้งสองค่านี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร คนไข้ควรจะต้องจดจำค่าทั้งสองของตนเองได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการติดตามรักษา ค่าความดันโลหิตปกติได้มาจากค่าเฉลี่ยของคนปกติเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้าความดันโลหิตของคุณแตกต่างไปตากค่าปกติไปบ้าง อย่างไรก็ตามเป็นที่ตกลงกันว่าถ้า "ตัวบน" สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท หรือ "ตัวล่าง" สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท จะถือว่าความดันโลหิตสูงผิดปกติ เนื่องจากความดันโลหิตไม่ใช่ค่าคงที่มีขึ้นมีลงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีหลายภาวะที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเครียด ความกังวล ตื่นเต้นของคนไข้ที่มาพบแพทย์ ดังนั้นคุณหมอต้องวัดให้แน่นอนว่า คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง การวัดความดันโลหิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง แล้วหาค่าเฉลี่ยเป็นวิธีการวัดความดันโลหิตที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

ความดันโลหิตสูงปลอม
          
มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่วัดความดันโลหิตที่คลินิค หรือโรงพยาบาลพบว่ามีความดันโลหิตสูง แต่เมื่อวัดความดันโลหิตเองที่บ้าน หรือวัดโดยเครื่องวัดความดันโลหิตต่อเนื่อง 24 ชม. กลับพบว่าปกติ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าความดันโลหิตสูงปลอม หรือ White Coat Hypertension ซึ่งมีผลทำให้การวินิจฉัยและการปรับขนาดยาของแพทย์ไม่ถูกต้องได้ ดังนั้นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จึงควรมีเครื่องมือวัดความดันโลหิตที่บ้าน โดยเลือกเครื่องที่ได้รับมาตรฐาน และนำเครื่องมาตรวจสอบกับเครื่องของแพทย์เป็นครั้งคราว
โรคความดันต่ำเป็นอย่างไร
           
              มีคนไข้จำนวนมากที่ได้รับการบอกว่า เป็นโรคความดันต่ำ ในความเป็นจริงแล้ว โรคความดันต่ำนี้ไม่มีในวงการแพทย์ มีแต่ภาวะความดันต่ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยๆ คือการที่ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ หรือการเสียเลือดเป็นจำนวนมาก คนไข้ที่มีอาการหน้ามืด ใจสั่น วิงเวียนบ่อย ๆ ส่วนมากแล้วอาการดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตเลย แต่มักเกิดจากความเครียด กังวล หรือขาดการออกกำลังกายมากกว่า การที่วัดความดันโลหิตได้ 90/60 มม.ปรอท ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีภาวะความดันต่ำเสมอไป ดังที่กล่าวแล้วว่าค่าความดันโลหิตไม่ใช่ค่าคงที่ และมีคนปกติเป็นจำนวนมาก ที่มีค่าความดันโลหิต 90/60 มิลลิเมตรปรอท

ความดันโลหิตสูงเกิดจากอะไร
   สาเหตุของความดันโลหิตสูง
  • ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ ( Essential hypertension) พบได้มากกว่า 90% แต่เชื่อว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ พันธุกรรม เชื้อชาติ ความเครียด ความอ้วน การสูบบุหรี่
  • ความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ ( Secondary hypertension) พบได้น้อยกว่า 10% ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคของไตและหลอดเลือด , ความผิดปกติของฮอร์โมน ( จากเนื้องอกบางชนิด) , หรืออาจเกิดจากยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
อาการ
           
             ความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการ โดยทั่วไปท่านไม่สามารถรู้สึกได้ แม้ในขณะที่ความดันโลหิตสูงกว่าปกติอย่างมาก น้อยรายจะมีอาการเวียนศีรษะ มึนงง เลือดกำเดาไหล หรือปวดศีรษะ ซึ่งเป็นอาการแสดงของความดันโลหิตสูง แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีความดันโลหิตสูง จนกระทั่งได้รับการวัดความดันโลหิตโดยแพทย์หรือพยาบาล
       
ความดันโลหิตสูง ทำไมต้องรักษา
               
               การที่มีความดันโลหิตสูงอยู่นานๆ หากไม่ได้รับการรักษาแล้ว จะทำให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆ ผลตามมากก็คือ เกิดโรคหัวใจจากเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย ตาบอด ไตพิการ เนื้อสมองตายเนื่องจากเส้นเลือดตีบหรือแตก เกิดเป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้โดยการรักษาความดันโลหิตให้ปกติ ดังนั้นการรักษาความดันโลหิตสูงในวันนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีอาการอะไร ก็เพื่อป้องกัน "โรคแทรก" จากความดันโลหิตสูงที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้านั่นเอง หากปล่อยให้เกิดโรคแทรกขึ้นแล้ว การรักษาความดันโลหิตสูงจะได้ประโยชน์น้อยลง
ความดันโลหิตสูง สูงเท่าไรจึงต้องรีบรักษา
            
            คนไข้ความดันโลหิตสูง ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาทุกราย เราอาจแบ่งระดับความดันโลหิตสูงได้เป็น 3 ระดับดังนี้
·      ความดันโลหิตสูงน้อย หมายถึง ความดันโลหิตระหว่าง 140-159/90-99 มม.ปรอท
·      ความดันโลหิตสูงมาก จะมากกว่า 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป
·      ส่วนที่อยู่ระหว่างนั้นจัดว่าสูงระดับปานกลาง
             ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงปานกลางและสูงมากทุกรายควรได้รับการรักษา ทั้งนี้เนื่องจากมีข้อมูลชัดเจนว่า การรักษาจะช่วยป้องกันโรคแทรกจากภาวะความดันสูงได้ สำหรับกรณีที่จัดอยู่ในประเภทสูงน้อยนั้น การรักษาอาจ ไม่ได้ประโยชน์มากนักในแง่ของการป้องกันโรคแทรก แต่ถึงแม้จะไม่รักษาก็มีความจำเป็น ที่จะต้องตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เนื่องจากคนที่มีความดันโลหิตสูงน้อยนี้ส่วนหนึ่ง ความดันโลหิตจะสูงขึ้นกลายเป็นสูงปานกลาง หรือสูงมาก โดยมากแล้วความดันโลหิตสูงไม่ต้องการรักษาที่รีบด่วน ควรรักษาโดยค่อยๆ ลดความดันโลหิตลงเข้าใกล้ค่าปกติช้าๆ ได้ โดยอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าค่าความดันโลหิตจะลงสู่ปกติ การรีบลดความดันโลหิตลงเร็วๆ บางครั้งอาจจะมีผลเสียร้ายแรงได้
ลดความดันโลหิตลงมาต่ำแค่ไหน
            ปัจจุบันนี้แนะนำให้ลดความดันโลหิตลงมาให้เป็นปกติให้มากที่สุด คือน้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท แต่ต้องไม่เกิดผลแทรกซ้อนจากยาหรือความดันโลหิตต่ำเกินไป อย่างไรก็ตามค่านี้ไม่ใช่เลขตายตัว แพทย์จะพิจารณาผู้ป่วยเป็นรายๆ ไปเนื่องจากการลดความดันโลหิตมากเกินไปก็อาจมีผลเสียได้ เช่นในผู้ป่วยสูงอายุบางราย สำหรับผู้ป่วยไตเสื่อม เบาหวาน หรือมีโรคหัวใจเกิดขึ้นแล้ว ควรควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้มากที่สุด

รักษาอย่างไรดี ยาอะไรดีที่สุด
              การรักษาความดันโลหิตสูง แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การไม่ใช้ยา และ การใช้ยา การรักษาโดยการไม่ใช้ยา ได้แก่การลดอาหารรสเค็ม ลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม งดบุหรี่ ออกกำลังกายแบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ นอกจาก จะช่วยลดความดันโลหิตได้บ้างแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพทั่วไปดีอีกด้วย แพทย์จะเป็นผู้พิจารณา การใช้ยาลดความดันโลหิต ได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยความดันโลหิตไม่แกว่งขึ้นลงมากนัก รับประทานสะดวก และมีผลแทรกซ้อนจากยาน้อย เป็นที่น่าเสียดายว่า ยาทุกชนิดมีผลแทรกซ้อนทั้งสิ้นมากบ้างน้อยบ้าง แต่อย่าลืมว่า การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่ตลอด ก็เป็นผลเสียร้ายแรงเช่นกันดังนั้นควรติดตามการรักษา โดยพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ซื้อยารับประทานเองไม่หยุดหรือเปลี่ยนยาเอง
น้ำหนักตัวที่อยู่เกณฑ์เหมาะสมพิจารณาได้จาก
ดรรชนีมวลกาย คือ อัตราส่วนที่เหมาะสมและสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูง ของทั้งเพศชาย - หญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไปน้ำหนักที่ไม่สมดุลกับความสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำหนักมากเกินไป อาจเป็นบ่อเกิดของความเจ็บป่วยในอนาคต
 ดรรชนีมวลกาย สามารถคำนวณได้ดังนี้
BMI = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม / (ความสูงเป็นเมตร) 2
 
 
ดรรชนีมวลกาย
ผอม น้อยกว่า  18.5
สมส่วน ระหว่าง  18.5 - 24.9
น้ำหนักเกิน ระหว่าง  25 - 29.9
อ้วนไป มากกว่า  30
 
 
 
ดรรชนีมวลกาย
 
ระหว่าง  18.5 - 24.9 ระหว่าง  25 - 29.9 มากกว่า  30
ท่านมีรูปร่างสมส่วน
รูปร่างแบบนี้บอกได้เลยว่า อาหารที่ท่านกินอยู่วันเหมาะสมดีแล้ว ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป แต่ท่านก็อย่าวางใจนะจ๊ะ การกินอาหารเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้น ท่านคงจะต้องดูด้วยว่า อาหารที่ท่านกินนั้นหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เพียงพอหรือไม่ และท่านก็อย่าชะล่าใจ เพราะหากท่านไปกินจุบกินจิบ กินขนม ของผัดของทอด อาหารจานด่วน น้ำหว่านหรือน้ำอัดลมมากไป ท่านก็อาจเสียรูปร่างสมส่วนนี้ไปได้ หากติดบุหรี่หรือเหล้าควรเลิกให้ได้
เอ๊ะ!!! รูปร่างท่านสมส่วนเช่นนี้ สงสัยท่านจะออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ใช่ไหมจ๊ะ
 
ท่านเริ่มเจ้าเนื้อแล้ว(น้ำหนักเกิน)
อย่าเพิ่งตกใจ !!! เรามาเริ่มต้นสำรวจอาหารการกินของท่านดีกว่า ว่าท่านชอบกินจุบกินจิบ กินขนมหวาน ของผัดของทอด อาหารจานด่วน น้ำหวานหรือน้ำอัดลมทุกวันหรือเปล่า ถ้ากินก็ควรลดลง ทางที่ดีควรหันมากินอาหารประเภท นึ่ง ต้ม อบ และต้องหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ทุกมื้อ เน้นพืชผัก ผลไม้ รสไม่หวานและปลาเป็นหลัก อาหารที่เคยกินพวกของผัด ของมัน ของทอด ขนมหวาน น้ำอัดลม ให้เก็บเข้าลิ้นชักไว้ และถ้าต้องการให้รูปร่างดียิ่งขึ้น ท่านที่ชอบนั่งๆ นอนๆ ก็ต้องหันมายืดเส้นยืดสายทำงานบ้านและออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งกันดีกว่า และหากติดบุหรี่หรือเหล้าควรเลิกให้ได้
เห็นไหม ? กินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย แล้วรูปร่างท่านก็จะสวยสมใจแถมแข็งแรงอีกด้วย
ท่านตุ้ยนุ้ยแล้ว (อ้วนไป)
ท่านกำลังเสี่ยงกับปัญหาโรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคอื่นๆ ตามมาเป็นคณะ ยังแถมด้วยเข่าที่เสื่อมก่อนวัย เอ...เรามาลดน้ำหนักกันดีกว่า ห้ามลมโดยการอดอาหารหรือใช้ยาลดความอ้วน แต่ให้ลดปริมาณอาหารลง โดยเฉพาะพวกไขมัน แป้ง อาหารรสหวาน แต่ก็ยังต้องกินอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นพืชผัก ผลไม้ รสไม่หวานและปลาเป็นหลัก งดอาหารจุบจิบเช่น ขนมหวานและน้ำอัดลมเป็นต้น ที่สำคัญต้องไม่กินอาหารดึกเกินไป และออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง แล้วรูปร่างของท่านจะกลับมาแข็งแรง สมส่วน อย่าปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะท่านอาจจะล้มป่วยได้ และหากติดบุหรี่หรือเหล้าควรเลิกให้ได้
ขอเป็นกำลังใจในการลดน้ำหนัก
 

รักษานานเท่าไรถึงจะหาย
             
                 ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาไปตลอดชีวิต การรักษาไม่ได้หมายความว่า จะต้องรับประทานยาขนาดเท่าเดิมตลอดไป คนไข้หลายรายที่ภายหลังรักษาแล้ว แพทย์สามารถลดขนาดยาลงได้ คนไข้ส่วนน้อยที่อาจหยุดยาได้ การที่หยุดยาไม่ได้หมายความว่าท่านหายขาดจากโรคนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคนี้ ไม่ว่าท่านจะได้ยา หรือไม่ได้ยาก็ตาม คือการพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าหากหยุดยาแล้ว ความดันโลหิตสูงไม่หายขาด การรักษานอกจากยาแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก ทำให้จิตใจผ่องใส และ งดรับประทานอาหารรสเค็มจะช่วยได้มาก

 
จะตรวจรักษาที่ไหนดี
              ท่านสามารถรับการตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจวัดความดันโลหิตได้ที่โรงพยาบาล หรือ สถานพยาบาลใกล้บ้านท่าน การรักษาความดันโลหิตสูงเป็นการรักษาระยะยาว จึงควรติดตามกับสถานพยาบาลที่ท่านสุดวกมากที่สุด หากท่านมีปัญหาหรือข้อสงสัยประการใดโปรดปรึกษาอายุรแพทย์ หรือ อายุรแพทย์โรคหัวใจที่โรงพยาบาลใกล้บ้านท่าน